
"จาร์เค็น"หนึ่งในอาเซียนงานออกแบบเพื่อผู้ป่วย
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
บริษัท จาร์เค็น เป็นบริษัทออกแบบด้านสถาปัตยกรรมรายเดียวในอาเซียนที่ได้รับรางวัล Asia Responsible Entrepreneurship Award South East Asia 2014 สาขา Health Promotion ประเทศสิงคโปร์ จากเวทีประกวดการพัฒนาและส่งเสริมการทำประโยชน์เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการคัดเลือกบริษัทกว่า 200 แห่ง จาก 11 ประเทศ ที่มีแนวคิดและการดำเนินงานด้านกิจกรรมเพื่อสังคมที่โดดเด่น
สิริทร สิทธิวัฒนาวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท จาร์เค็น กล่าวถึงรางวัลที่ได้รับว่า เกิดจากความร่วมมือกันระหว่าง 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย บริษัท จาร์เค็น สำนักงานวิจัยและพัฒนาการแปรงานวิจัยสุขภาพสู่การปฏิบัติ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันระหว่างสถาปนิกกับแพทย์ เพื่อพัฒนาโครงการ สถาปัตย์บำบัด (Architectural Therapy)
โครงการดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายที่จะรวบรวมเอาความรู้ทางด้านการดูแลรักษาสุขภาพ นำมาใช้ประยุกต์กับงานออกแบบบ้านภายใต้แนวคิดการออกแบบองค์รวมในการดูแลบำบัดและฟื้นฟูสภาพ ให้แก่ กลุ่มผู้ป่วยพักฟื้น กลุ่มผู้ป่วยที่ต้องการฟื้นฟูสภาพ และกลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงหรือที่ยังพอช่วยเหลือตัวเองได้
ที่ผ่านมา บริษัท จาร์เค็น ได้ออกแบบก่อสร้างด้านสถาปัตยกรรมมาจำนวนมาก แต่เป็นการออกแบบที่เกิดการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันระหว่างสถาปนิก เน้นกลุ่มลูกค้าระดับกลางบน แต่การมาทำงานร่วมกันระหว่างแพทย์และสถาปนิก ก็เพราะมองเห็นประโยชน์จากงานดังกล่าวในมุมมองใหม่ๆ เนื่องจากประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างเต็มขั้น
กลุ่มผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะมีสภาพร่างกายที่ถดถอย เกิดการบาดเจ็บจากการหกล้มทำให้กระดูกหักได้ง่ายกว่าคนหนุ่มสาว รวมไปถึงโรคเรื้อรังต่างๆ จนทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากบุตรหลานหรือญาติพี่น้องอย่างใกล้ชิด ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนระยะยาวที่จะพัฒนาระบบการดูแลรักษาให้บุคคลกลุ่มนี้อย่างถูกต้อง เพื่อให้ผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บสามารถฟื้นตัวกลับโดยเร็ว ลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่จะทำให้พิการหรือเสียชีวิต
ในเบื้องต้นโครงการความร่วมมือดังกล่าวนั้นมีกรอบระยะเวลา 2 ปี โดยเริ่มดำเนินการมา 1 ปีแล้ว มีคณะทำงานร่วมกันประมาณ 30 คน เป็นการทำงานร่วมกัน คือ ทีมแพทย์ หน่วยพยาบาลเยี่ยมผู้ป่วย สถาปนิก และนักออกแบบตกแต่งภายในหรืออินทีเรียร์ เพื่อเก็บข้อมูลจากผู้ป่วยที่เข้าร่วม แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
1.กลุ่มผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษา และฟื้นฟูสภาพ ร่างกายจากอาการเจ็บป่วย โดยทีมแพทย์และพยาบาลจะเข้าไปเยี่ยมผู้ป่วยเพื่อติดตามอาการ พร้อมแนะนำการดูแลสุขภาพ ทั้งเรื่องโภชนาการและการทำกายภาพบำบัด ในขณะที่ทีมสถาปนิกและนักออกแบบตกแต่งภายใน จะนำข้อมูลของผู้ป่วยและคำแนะนำจากทีมแพทย์มาประเมิน ตรวจสอบ เพื่อให้คำแนะนำในการปรับเปลี่ยนให้ผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เช่น ตำแหน่งการวางเฟอร์นิเจอร์ให้สะดวกและได้ระดับความสูงที่เหมาะสม การระบายอากาศ สีภายใน ผนัง ประตูฝ้า วัสดุภายในห้องต่างๆ หรืออุปกรณ์ช่วยเหลือ ราวจับต่างๆ เป็นต้น
2.กลุ่มเจ้าของบ้านที่เข้ามาออกแบบตกแต่งกับบริษัท จาร์เค็น ทั้งเจ้าของบ้านที่ต้องการออกแบบใหม่ รวมไปถึงกลุ่มที่ต้องการปรับปรุง (รีโนเวท) วิธีการดังกล่าวทีมสถาปนิกและนักออกแบบภายในจะเก็บข้อมูลจากเจ้าของบ้านและสมาชิกก่อนว่าใครมีโรคประจำตัวอะไรบ้าง หรือมีผู้สูงอายุอาศัยรวมกันหรือไม่ การใช้พื้นที่ส่วนต่างๆ ของบ้านเป็นอย่างไร เพื่อนำไปประกอบการออกแบบบ้านตามสไตล์ที่เจ้าของบ้านต้องการ ซึ่งจะมีการพูดคุยปรึกษาทีมแพทย์อย่างละเอียดเกี่ยวกับโรคและอาการเจ็บป่วยต่างๆ ของแต่ละบุคคลว่าเป็นอย่างไร เพื่อช่วยบรรเทาอาการและหลีกเลี่ยง ถือว่าเป็นการป้องกันตั้งแต่เริ่มต้น ต่างกับกลุ่มแรกที่เข้าไปปรับปรุงแก้ไข
สำหรับการเก็บข้อมูลจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ แบบฟอร์มประเมินอาการของแต่ละกลุ่มอาการและตัวชี้วัดอาการของผู้ป่วยว่าจัดอยู่ในระดับไหน ทำให้ง่ายต่อทีมแพทย์ในการรักษาและฟื้นฟูสภาพของผู้ป่วยผู้สูงอายุได้ถูกจุด ส่วนที่สองคือแบบประเมินเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย แนวทางการปรับปรุงและตัวชี้วัดของการออกแบบ สามารถสร้างเป็นมาตรฐานที่เหมาะสมในการออกแบบ และปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้ใช้ประโยชน์ได้สูงสุดควบคู่กับความสวยงาม
โครงการดังกล่าวอยู่ในระหว่างการวิจัยและเก็บข้อมูล สิ่งที่เกิดขึ้นคือการนำความเป็นผู้เชี่ยวชาญของทั้งสองสาขาวิชาชีพที่ได้รับมาวิเคราะห์ในการประชุมเป็นประจำทุกเดือน ในการประชุมมีการตีความหมายจากกรณีศึกษาในมุมมองและแนวความคิดที่หลากหลาย ทำให้สามารถวิเคราะห์การทำงานที่ผ่านมาและสามารถวางแผนการทำงานร่วมกันสำหรับกรณีศึกษาถัดไป
การนำความรู้เฉพาะทางมาใช้สำหรับการทำงานร่วมกันทั้งสองฝ่าย เพื่อส่งเสริมสุขภาพในที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุและผู้ป่วย และการใช้ชีวิตและการเพิ่มคุณภาพของชีวิตที่ดีขึ้นในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย







