
ขายหุ้นกู้3แสนล้าน
แค่ครึ่งปีจ้องขยับเป้าทั้งปีคาดทะลุ5แสนล.ตุนเงินลงทุนต้นทุนถูกลงดีกว่ากู้แบงก์
แค่ครึ่งปีจ้องขยับเป้าทั้งปีคาดทะลุ5แสนล.ตุนเงินลงทุนต้นทุนถูกลงดีกว่ากู้แบงก์
ธุรกิจแห่ออกหุ้นกู้ถล่มทลาย 6 เดือน เฉียด 2.98 แสนล้านบาท ต้นทุนถูกลง 0.30% ฝรั่งพลิกซื้อ
น.ส.อริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (Thai BMA) เปิดเผยว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2557 ภาคธุรกิจแห่ระดมทุนในตลาดตราสารหนี้โดยการเสนอขายหุ้นกู้ มูลค่าประมาณ 2.98 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 63% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2556 และถือว่าใกล้เป้าหมายทั้งปีนี้ที่ทางสมาคมฯ ตั้งไว้ว่าจะมีการออกหุ้นกู้ประมาณ 4.5 แสนล้านบาท
ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้มากที่จะมีการปรับเพิ่มเป้าหมายการขายหุ้นกู้ในปีนี้และเชื่อว่ามีโอกาสที่จะทะลุ 5 แสนล้านบาท เพราะคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังภาคธนาคารพาณิชย์จะมีการออกหุ้นกู้มากขึ้นเพื่อนำไปเพิ่มเงินกองทุน เพราะหากดูตัวเลขที่ขอต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) นั้นจะมีวงเงินรวมจำนวนมาก
“ปีนี้น่าจะเป็นปีที่ยอดการขายหุ้นกู้ ทำสถิติสูงสุดเหมือนกับปี 2555 เพราะภาคธุรกิจใช้จังหวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เอกชนจึงใช้จังหวะที่ดอกเบี้ยต่ำออกหุ้นกู้เพื่อระดมเงิน ซึ่งการขายหุ้นกู้ช่วงครึ่งแรกจะทำให้ต้นทุนทางการเงินถูกลงเฉลี่ยประมาณ 0.30% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และที่สำคัญเห็นชัดเจนว่าบริษัทออกหุ้นกู้มากกว่าวงเงินหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนด ซึ่งสะท้อนว่าธุรกิจต้องการระดมทุนเพื่อใช้ในการขยายธุรกิจกันมากขึ้น” น.ส.อริยา กล่าว
นอกจากนั้น เริ่มเห็นภาพชัดเจนว่าธุรกิจที่ออกหุ้นกู้มีทั้งบริษัทขนาดใหญ่ที่เป็นเจ้าประจำ บริษัทใหม่ๆ และบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก เริ่มเข้ามาระดมทุนมากขึ้น รวมถึงมีการออกหุ้นกู้วงเงินใหญ่เพื่อนำเงินไปรีไฟแนนซ์หนี้เงินกู้ที่ถูกนำไปใช้ในการซื้อกิจการอย่างกรณีของบริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) ออกหุ้นกู้วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท รวมถึงบริษัท ลูกของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ขายหุ้นกู้กว่า 1.6 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ในการขยายโครงข่ายในการให้บริการในระบบ 3จี มากขึ้น ขณะที่บริษัทพลังงานอย่างบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ก็ออกหุ้นกู้วงเงินเกือบ 2 หมื่นล้านบาทเช่นกัน
น.ส.อริยา กล่าวว่า หากดูในด้านจำนวนบริษัทจะเห็นว่าครึ่งปีแรกมีบริษัท ที่ออกหุ้นกู้จำนวน 55 บริษัท มากกว่าครึ่งปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 45 บริษัท ซึ่งส่วนหนึ่งของ การเข้ามาของบริษัทต่างๆ มากขึ้นนั้น เพื่อระดมเงินและเพื่อลดการพึ่งพาเงินกู้จากสถาบันการเงิน เพราะต้นทุนดอกเบี้ยจะถูกกว่าเงินกู้ธนาคาร
นอกจากนี้ ภายหลังจากที่ระบบธนาคาร จะใช้เกณฑ์บาเซิล 3 เชื่อว่าการปล่อยกู้จะเริ่มมีการระมัดระวังมากขึ้นไปอีก
เห็นชัดเจนว่าการพึ่งพาเงินทุนจากตลาดตราสารหนี้จะได้ต้นทุนดอกเบี้ยถูกกว่ากู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ เช่น หุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับ BBB+ จะมีดอกเบี้ยสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลอายุ 3 ปี ประมาณ 23% เมื่อเปรียบเทียบกับดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลที่ 3% แม้ว่าบวกแล้วก็ยังมีต้นทุนที่ถูกกว่ากู้จากสถาบันการเงินแถมการระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้ไม่ต้องใช้หลักประกันด้วย
สำหรับภาพรวมการลงทุนของนักลงทุนต่างชาตินับจากวันที่ 22 พ.ค. ที่มีรัฐประหารจนถึงปัจจุบัน พบว่านักลงทุนต่างชาติกลับมามียอดถือครองสุทธิในตราสารหนี้บวกอยู่ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท สะท้อนว่าต่างชาติไม่ตีจากตลาดไทยแม้มีรัฐประหาร ซึ่งน่าจะมาจากการประกาศโรดแมปที่ชัดเจนในการบริหารประเทศและเศรษฐกิจ และยังบ่งชี้ว่าการลงทุนของต่างชาตินั้นจะดูที่ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันต่างชาติมียอดถือครองสุทธิ 6.5 หมื่นล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนหนึ่งเพราะขายออกไปหลังจากสหรัฐประกาศถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ







