posttoday
ปรับทัพรับ กม.ภาษีมะกันดีเดย์เข้ม 1 ก.ค.นี้

ปรับทัพรับ กม.ภาษีมะกันดีเดย์เข้ม 1 ก.ค.นี้

30 มิถุนายน 2557

ในวันที่ 1 ก.ค. 2557 กฎหมายด้านภาษีฉบับใหม่ของสหรัฐ (Foreign Account Tax Compliance Act : FATCA) ที่ให้สถาบันการเงินในต่างประเทศ

โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

ในวันที่ 1 ก.ค. 2557 กฎหมายด้านภาษีฉบับใหม่ของสหรัฐ (Foreign Account Tax Compliance Act : FATCA) ที่ให้สถาบันการเงินในต่างประเทศ ตั้งแต่ธนาคารไปจนถึงบริษัทประกัน และสหกรณ์ออมทรัพย์ รายงานข้อมูลธุรกรรมการเงินของบุคคลและนิติบุคคลสัญชาติอเมริกันต่อกรมสรรพากรสหรัฐ (IRS) ก็จะเริ่มมีผลบังคับใช้พร้อมกันทั่วโลก ซึ่งหากไม่ปฏิบัติตาม เบื้องต้นสถาบันการเงินก็จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายทันทีถึง 30%

แม้จะดูว่าเป็นเรื่องไกลตัวคนไทย แต่หากลองมองว่า นี่คือครั้งแรกที่สถาบันการเงินทุกประเภทและทุกประเทศทั่วโลก ต้องทำหน้าที่เป็น “เจ้าหน้าที่สรรพากรอเมริกา” เสียเอง โดยต้องยอมปรับแก้กฎหมายภายในประเทศเพื่อเปิดเผยข้อมูลของลูกค้าชาวอเมริกันให้ ไม่เว้นแม้แต่คนสองสัญชาติที่ถือ “กรีนการ์ด” สหรัฐ อีกทั้งยังเป็นภาระที่สถาบันการเงินทั้งหลายต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นเองแล้ว เรื่องนี้ก็จะไม่ไกลตัวหลายคนอีกต่อไป

ประเทศไทยกลายเป็นประเทศลำดับที่ 82 ร่วมกับซาอุดิอาระเบีย และกีอานา ที่มีรายชื่อร่วมลงนาม หรือพร้อมจะร่วมลงนามในข้อตกลงระหว่างรัฐ (IGA) เพื่อให้ความร่วมมือกับสหรัฐในกฎหมายแฟตก้า โดยไทยแสดงเจตจำนงพร้อมที่จะลงนามข้อตกลงไอจีเอในโมเดล 1(A) หรือรูปแบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านภาษีระหว่างกัน

สถาบันการเงินในไทยจะส่งข้อมูลธุรกรรมทางการเงินที่มีมูลค่ามากกว่า 5 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 1.5 ล้านบาท) ของบุคคลหรือนิติบุคคลอเมริกันให้ทางการไทย ซึ่งจะเป็นผู้รวบรวมส่งให้ IRS ต่อไป นอกจากนั้น สถาบันการเงินนอกสหรัฐยังมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายบางประเภทจากลูกค้าสัญชาติอเมริกันและนำส่งให้กับ IRS อีกด้วย ในขณะที่ฝ่ายสหรัฐก็ต้องส่งข้อมูลคนไทยให้เช่นกันหากทางการไทยร้องขอ ซึ่งการแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวนี้เป็นรูปแบบที่ทั่วโลกนิยม มากกว่าโมเดล 2 ที่ให้สถาบันการเงินรายงานตรง ให้ IRS

ทั้งนี้ หากสถาบันการเงินไม่ดำเนินการตามกฎหมายแฟตก้า จะถูกลงโทษด้วยวิธีหักภาษี ณ ที่จ่าย จากรายได้ทุกประเภทที่เกิดจากการทำธุรกรรมในสหรัฐ 30% เช่น การฝากเงิน การลงทุน หรือการปล่อยสินเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นรายได้ที่เกิดจากเงินของสถาบันการเงินแห่งนั้นเอง หรือเงินของลูกค้าซึ่งรวมถึงลูกค้าที่ไม่ได้มีสัญชาติอเมริกันอีกด้วย และที่สำคัญ ภาษีนี้จะคำนวณจากผลรวมของเงินต้นบวกผลตอบแทน ไม่ใช่คิดจากผลตอบแทนแต่เพียงอย่างเดียว

บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้อนุมัติให้สหรัฐประกาศรายชื่อประเทศไทย เป็นหนึ่งในประเทศที่มีความตกลงประเภท IGA แล้ว เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา และสถาบันการเงินทุกประเภทต้องเตรียมความพร้อมในการส่งข้อมูลทางการเงินของบุคคลสัญชาติอเมริกัน ที่จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.นี้ และจะมีการส่งข้อมูลให้แก่ทางภาครัฐไทย ที่จะนำส่งสรรพากรสหรัฐครั้งแรกสิ้นปีนี้

สำหรับธนาคารพาณิชย์ไทย ทุกรายจะมีแบบฟอร์มที่ใช้เหมือนกัน ในส่วนของลูกค้าบุคคลที่จะเปิดบัญชีใหม่ จะมีแบบฟอร์มใบที่ 1 ให้ลูกค้ากรอก ซึ่งเป็น Check List ว่า เป็นบุคคลสัญชาติอเมริกัน หรือเกี่ยวข้องกับสัญชาติอเมริกันหรือไม่ หากไม่ใช่ก็สามารถเปิดบัญชีได้ตามปกติ ซึ่งเชื่อว่า 99% ของผู้จะเปิดบัญชีใหม่คงไม่มีปัญหา

แต่หากผู้นั้นมีสัญชาติอเมริกัน หรือเกี่ยวข้อง จะมีแบบฟอร์มใบที่ 2 ให้กรอกข้อมูลส่วนตัวเพิ่มเติม เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายภาษีของสรรพากรของสหรัฐ ตามเกณฑ์แฟตก้า

ส่วนลูกค้านิติบุคคล และผู้ที่เป็นลูกค้าเดิมของธนาคาร ก็จะทยอยตรวจสอบคัดกรอง โดยจะเริ่มจากผู้ที่มีเงินฝากสูงๆ ก่อน

ด้าน ประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวว่า กฎหมายแฟตก้า นั้น กระทบกับธุรกิจประกันภัยไทยน้อยมาก เนื่องจากสหรัฐกำหนดให้รายงานธุรกรรมที่มีมูลค่าเบี้ยประกันตั้งแต่ 5 หมื่นเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 1.5 ล้านบาทไทย ซึ่งถือว่าสูงมาก และชาวอเมริกันที่ซื้อประกันชีวิตหรือประกันภัยในไทย ยังมีน้อยมาก

อย่างไรก็ดี ทาง คปภ.ได้เจรจาขอไม่รายงานธุรกรรมประกันไมโครอินชัวรันส์ หรือประกันภัยรายย่อย และประกันชีวิตแบบบำนาญ (Annuity) เพราะชาวอเมริกันคงไม่มาซื้อประภัย 200 บาท หรือไม่ซื้อประกันแบบบำนาญกับไทย ซึ่งทางสหรัฐรับไว้พิจารณาแล้ว

ขณะที่ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ที่มุ่งให้ผลตอบแทนคืนเป็นหลัก ก็มีชาวอเมริกันซื้อประกันแบบนี้ในไทยน้อยมากจนไม่มีนัยสำคัญ เนื่องจาก คปภ.มีการกำหนดประเภทหลักทรัพย์ที่บริษัทประกันชีวิตจะลงทุนได้เข้มงวด เพื่อความมั่นคงในระยะยาว ดังนั้น ผลตอบแทนที่ได้ในการคืนลูกค้าจึงไม่จูงใจกับชาวอเมริกัน เมื่อเทียบกับการซื้อประกันกับบริษัทประกันชีวิตในสหรัฐที่สามารถลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าไทย

“แต่ถึงจะไม่ค่อยมีลูกค้า เราก็ต้องปฏิบัติตาม ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการทำแบบฟอร์มให้ลูกค้ารายงานว่าจะต้องระบุอะไรบ้าง ถือว่าเป็นต้นทุนที่บริษัทประกันชีวิต และบริษัทประกันภัยจะต้องจ่ายเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่รู้ว่าต้นทุนจะเพิ่มเท่าไร ซึ่งภาคธุรกิจก็ยินดีที่จะดำเนินการตาม” ประเวช กล่าว

ธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า นอกจากการลงโทษด้วยการถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 30% แล้ว กฎหมายดังกล่าวยังบีบบังคับทางอ้อม ด้วยการกำหนดไม่ให้สถาบันการเงินที่ร่วมลงนามแล้ว ไปทำธุรกรรมใดๆ กับสถาบันการเงินที่ไม่ปฏิบัติตามแฟตก้า ซึ่งนับเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้สมาคมธนาคารอาเซียน (Asean Banking Council) ต้องประชุมหารือกันในปีที่แล้ว และเห็นชอบให้แต่ละฝ่ายไปหารือทำความเข้าใจกับรัฐบาลประเทศตัวเอง เพื่อดำเนินการก่อนที่กฎหมายจะมีผลในวันที่ 1 ก.ค. นี้

อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมธนาคารยังไม่สามารถประเมินได้แน่ชัดว่า กฎหมายภาษีใหม่ของสหรัฐฉบับนี้จะทำให้สถาบันการเงินต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นเท่าใด แต่จากตัวอย่างคร่าวๆ นั้นพบว่า เฉพาะธนาคารพาณิชย์ไทยขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวก็มีลูกค้าสัญชาติอเมริกันมากถึงกว่า 2 หมื่นรายแล้ว ซึ่งทำให้ธนาคารพาณิชย์บางแห่ง เพิ่มความเข้มงวดในการเปิดบัญชีลูกค้าใหม่ชาวอเมริกันมากขึ้น

จึงไม่น่าแปลกใจที่ปัจจุบัน จะมีบรรดาเศรษฐีแห่ทิ้งสัญชาติอเมริกัน ทั้งที่คนอีกหลายประเทศทั่วโลกใฝ่ฝันจะได้มากันอย่างต่อเนื่อง เฉพาะในปี 2556 ที่ผ่านมา มีผู้ขอยกเลิกสัญชาติอเมริกันไปแล้วถึงราว 3,000 คน หรือมากกว่าในปี 2555 ถึง 3 เท่า

“ยังมีปัญหาอยู่ในการคัดแยกเรื่องสัญชาติของลูกค้า และเรื่องนี้ยังถือเป็นต้นทุนที่สถาบันการเงินต้องแบกรับเพิ่มทั้งหมดเอง ทำให้ธนาคารบางแห่งไม่อยากรับลูกค้าอเมริกันรายใหม่ โดยเฉพาะบัญชีบุคคล เพราะไม่คุ้มที่จะเปิดให้ ซึ่งลูกค้าก็คงต้องโทษไปที่รัฐบาลของตัวเอง” ธวัชชัย กล่าว

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่