
สานฝันธุรกิจหน้าใหม่ไอทีจัด3กองทุนอุ้มสตาร์ทอัพ
ธุรกิจเกิดใหม่ หรือ สตาร์ทอัพ (Startup) กำลังเติบโตมากขึ้นในโลกยุคดิจิทัล
โดย...นิติพันธุ์ สุขอรุณ
ธุรกิจเกิดใหม่ หรือ สตาร์ทอัพ (Startup) กำลังเติบโตมากขึ้นในโลกยุคดิจิทัล ด้วยการก้าวขึ้นมาเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ก่อนจะขยายขึ้นแข่งขันในระดับประเทศ ตลาดภูมิภาค หรือเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างประเทศทั่วโลกในอนาคต
ทว่าเส้นทางของสตาร์ทอัพนั้นไม่ง่าย เพราะต้องประสบกับปัญหาการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนที่จะช่วยผลักดันให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไป ซึ่งหลายรายไม่สามารถก้าวผ่านไปได้จนต้องล้มเลิกไปในที่สุด
จากปัญหาที่เกิดขึ้น สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งประเทศไทย หรือ ซอฟต์แวร์พาร์ค จัดโครงการ TECHNOLOGY INVESTMENT CONFERENCE 2014 เพื่อให้บริษัทซอฟต์แวร์ไทยเข้าใจถึงความต้องการของแหล่งทุนกลุ่มต่างๆ และให้นักลงทุนเข้ามามีบทบาทสร้างความสำเร็จในธุรกิจ
ปฏิมา จีระแพทย์ ผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจที่มีการเติบโตสูงในประเทศ (SME High Growth Sectors) ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจวัฒนธรรม กลุ่มธุรกิจสร้างสรรค์ กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือไอที และกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่ศักยภาพในการเติบโตและขยายเป็นหัวเรือของอุตสาหกรรมต่างๆ และเข้าสู่ตลาดสากลได้อย่างรวดเร็ว ส่งเสริมเศรษฐกิจประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสตาร์ทอัพกลุ่มนี้ยังอยู่ระยะเริ่มต้น
ทั้งนี้ เป็นผลมาจากแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เน้นการพัฒนาสินค้าและบริการ โดยใช้องค์ความรู้ ทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงพื้นฐานทางวัฒนธรรม แม้ในปัจจุบันยังคงดำเนินธุรกิจแบบรับจ้างผลิต หรือเป็นเอาต์ซอร์สซิ่ง (Outsourcing) ให้บริษัทขนาดใหญ่จากต่างประเทศซึ่งเป็นเพียงการนำเทคโนโลยีมาใช้ ขณะเดียวกันการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ และการจดสิทธิบัตรหรือลิขสิทธิ์ทางปัญญายังอยู่ในระดับต่ำ ทั้งยังประสบกับปัญหาด้านการละเมิดลิขสิทธิ์ ส่งผลต่อแรงจูงใจในการลงทุนอีกด้วย
ดังนั้น ภาครัฐต้องเข้ามามีบทบาทในการช่วยส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบคมนาคมความเร็วสูง ระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง การพัฒนาโครงสร้างด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี การกำหนดและพัฒนามาตรฐานสินค้าและบริการในระดับสากล ทั้งหมดนี้จะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อเข้าถึงตลาดได้มากขึ้นและเป็นการขยายตลาดให้ใหญ่ ที่สำคัญต้องสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงได้
เฉลิมพล ตู้จินดา ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งประเทศไทย หรือซอฟต์แวร์พาร์ค กล่าวว่า การส่งเสริมธุรกิจไอทีและวัฒนธรรม จะต้องดึงแหล่งเงินทุนเข้ามาสร้างระบบนิเวศของธุรกิจให้ครบวงจรมากขึ้น ขณะนี้มีเข้ามาแล้วกว่า 10 ประเทศ อาทิ เกาหลี สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และมาเลเซีย
ในด้านกองทุนสนับสนุน (Venture Capital Fund) ปีนี้ สสว.มีเม็ดเงินลงทุนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศประมาณ 100 ล้านบาท/ปี ขณะที่ปีที่แล้วอยู่ที่ 120 ล้านบาท อย่างไรก็ตามไม่ได้ตั้งเป้าว่าธุรกิจเกิดใหม่จะโตได้กี่เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องการธุรกิจให้มีความเข้มแข็งมากที่สุด ขณะนี้มีสตาร์ทอัพที่แข็งแรงอยู่ 8 แห่ง ถือว่ายังมีจำนวนน้อยมาก
“ที่ผ่านมาเป็นยุคเริ่มต้นของวงการไอที บริษัทที่พัฒนาซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่จะลงทุนกับธุรกิจของตัวเองด้วยการลงทุนส่วนตัวร่วมกับญาติหรือเพื่อนสนิท และดำเนินธุรกิจแบบเลี้ยงตัวเองด้วยเงินทุนหมุนเวียนจากการทำซอฟต์แวร์ให้กับลูกค้าองค์กรเป็นหลัก ซึ่งรูปแบบการเงินที่วงการไอทีคาดหวังในช่วงแรก คือ การขอกู้เงินลงทุนจากสถาบันการเงิน เหมือนการลงทุนตั้งบริษัทในรูปแบบอื่นๆ แต่แทบไม่มีรายใดที่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากติดขัดการตีมูลค่าซอฟต์แวร์ที่ยังเป็นปัญหา ส่วนธนาคารก็ไม่สามารถรับความเสี่ยงกับธุรกิจเกิดใหม่ได้” เฉลิมพล กล่าว
สำหรับแหล่งทุนหลายแห่งที่เข้ามาติดต่อกับซอฟต์แวร์พาร์ค เพื่อขอข้อมูลและให้ซอฟต์แวร์พาร์คเป็นตัวกลางติดต่อเจ้าของนวัตกรรม แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.Angle Investor 2.Early Stage Investor และ 3.Series A/B/C
กลุ่มทุนแบบที่ 1.Angle Investor มีความต้องการลงทุนกับคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดดี แม้ความคิดนั้นจะเป็นเพียงกระดาษ กลุ่มนี้ต้องการมาช่วยคิดและแตกหน่อมาสู่ภาคปฏิบัติ โดยหวังผลกำไรจากการเติบโตของกลุ่มทุนอื่นๆมาสนับสนุน หรือสร้างให้เกิดและรวบรวมเข้ามาส่วนหนึ่งของบริษัทในอนาคต กลุ่มที่2.Early Stage Investor มีเป้าหมายไปยังกลุ่มบริษัทที่พัฒนาซอฟต์แวร์ที่เริ่มต้นมีผลงานขายได้และกำลังขยายตลาดธุรกิจ แต่มีอุปสรรคอยู่ที่การจะหาซอฟต์แวร์ที่ตอบโจทย์และครอบคลุมตลาดได้กว้างไม่ใช่เรื่องง่าย****สำหรับ กลุ่มที่และ 3.Series A/B/C มีการลงทุนในขนาดของทุนและธุรกิจที่ต่างกันออกไป นักลงทุนกลุ่มนี้มีเป้าหมายไปยังบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ประสบความสำเร็จระดับหนึ่งแล้ว มีศักยภาพในการขยายตลาดพร้อมกับความเข้มแข็งด้านตัวสินค้าและบริการ
กฤษณ์ ณ ลำเลียง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทูสปอตคอมมิวนิเคชั่น เจ้าของลิขสิทธิ์คาเรกเตอร์ ไอเดียในการสร้างสรรค์งานดีไซน์ กล่าวว่า ระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมายังไม่มีการเกิดขึ้นของสาร์ทอัพ แต่ขณะนี้มีขึ้นแล้วกว่า 100 ราย ซึ่งเชื่อว่าจะเติบโตมากขึ้นอีก แต่ในประเทศไทยยังไม่มีกองทุนที่ให้การสนับสนุนสตาร์ทอัพอย่างจริงจัง ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาแหล่งเงินทุน ขณะที่ในต่างประเทศ อาทิ เกาหลี สิงคโปร์ มีการสนับสนุนสตาร์ทอัพตั้งแต่เริ่มต้น ขั้นตอนขยายกิจการ และเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ในที่สุด ส่วนประเทศไทยยังไม่มีวี่แววว่าจะเกิดขึ้น เนื่องจากยังไม่เป็นที่รับรู้ของนักลงทุนเท่าที่ควร
สุวิดา กิ่งเมืองเก่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็กซ์พาร่า สะท้อนมุมมองการลงทุนเพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพ มุ่งเน้นกลุ่มของ Interactive Digital Media เป็นหลักเช่น ธุรกิจด้านออนไลน์, แอพพลิเคชั่น, อีคอมเมิร์ซ, ซอฟแวร์ และเกม โดยบริษัทจะเข้ามาให้คำแนะนำด้านกลยุทธ์ และให้คำแนะนำปรึกษา ว่านวัตกรรมคืออะไร สตาร์ทอัพกำลังแก้ปัญหาอะไรให้กับลูกค้า เช่น ทำให้ทำงานง่ายขึ้น, ขายได้เร็วขึ้น ถ้าสามารถตอบโจทย์และแก้ปัญหาได้ เอ็กพาร่าสนใจแน่นอน
ด้านการให้ความช่วยเหลือจากภาครัฐในประเทศสิงคโปร์ จะใช้โมเดลกองทุนสนับสนุนด้วยการให้เงินได้เปล่าจำนวน 10 ล้านเหรียญสิงคโปร์ทันทีที่สตาร์ทอัพ ทำธุรกิจหาเงินมาได้ 10 ล้านเหรียญเช่นกัน ถือเป็นการผ่านขั้นตอนพื้นฐานมาได้ระดับหนึ่งแล้ว
ท้ายที่สุด หากสตาร์ทอัพได้รับการสนับสนุนและเข้าถึงจากแหล่งเงินทุน ในไม่ช้าวงการซอฟต์แวร์และวัฒนธรรมของไทยจะเติบโตแบบก้าวกระโดด ทั้งยังช่วยให้เด็กรุ่นใหม่ได้ทำความฝันให้เป็นจริงก่อนมุ่งสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน







