
ละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์ภัยร้ายธุรกิจบันเทิง
ไม่มีทางทำให้การละเมิดหายไปทั้งหมดได้ เพราะยังมีผู้บริโภคบางกลุ่มที่นิยมของฟรี หรือเลือกความสะดวกสบายเป็นหลัก
ทีมข่าวไอทีโพสต์ทูเดย์
โลกของอินเทอร์เน็ตยิ่งใหญ่และทรงพลัง โดยเฉพาะเมื่อเกิดเครือข่ายที่เรียกว่าโซเชียลเน็ตเวิร์กขึ้น การรวมกลุ่ม การบอกเล่าเรื่องราว และนำไปสู่การแชร์ ได้สร้างพลังทั้งในทางบวกและทางลบให้เกิดขึ้น
ทั้งนี้ ในมุมมองของภาคธุรกิจเอง ก็ต้องใส่ใจศึกษาแนวโน้มที่เกิดขึ้นมาแล้วและกำลังจะเป็นไปในอนาคตให้ดี โดยเฉพาะในธุรกิจบันเทิง ที่ได้รับอิทธิพลอยู่ไม่น้อยจากโลกออนไลน์ ยิ่งการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยของ ยูทูบ เว็บโซเชียลเน็ตเวิร์กด้านวิดีโออันดับ 1 ของโลก ได้สร้างโอกาสทางธุรกิจตามมาอีกมหาศาล
แต่ในอีกมิติหนึ่ง ยูทูบหรือเว็บที่นำเสนอคอนเทนต์ออนไลน์อื่นๆ ก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงคอนเทนต์และเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว แม้จะมีระบบป้องกันอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะควบคุมได้ทั้งหมด
เว็บไซต์ไทยแวร์ ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการฟังเพลงออนไลน์ ซึ่งถือเป็นคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดประเภทหนึ่งที่มีการบริโภคผ่านทางอินเทอร์เน็ต ผ่านหลากหลายช่องทางดังที่กล่าวไปแล้ว เช่น ยูทูบ (ที่นำเสนอทั้งจากเว็บทางการ และจากผู้ใช้ที่พัฒนาหรือปรับแต่งไฟล์วิดีโอขึ้นเอง) หรือการฟังผ่านรายการวิทยุออนไลน์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพราะไม่เข้าข่ายการใช้คลื่นความถี่
เมื่อมองในมุมนี้ ถือเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เช่น การนำเสนอคอนเทนต์ผ่านยูทูบ หรือเว็บวิดีโออื่นๆ มีโอกาสสร้างรายได้จากโฆษณาได้ สามารถนำเสนอผลงานที่นำมาเล่นใหม่ (Cover) อาจสร้างตัวตนจนเป็นที่รู้จักได้ รวมถึงการมีรายการวิทยุออนไลน์เป็นของตัวเอง ต่างจากแต่ก่อนที่ต้องรอฟังจากเทปคาสเซต ซีดี หรือฟังจากรายการวิทยุตามคลื่นต่างๆ แต่ปัจจุบันสามารถหาซื้อผ่านทางออนไลน์ หรือดาวน์โหลดแบบละเมิดลิขสิทธิ์ได้
จากการสำรวจของไทยแวร์ พบว่าคนไทย 35.8% นิยมฟังเพลงผ่านยูทูบ ทั้งผ่านทางมือถือและคอมพิวเตอร์รวมกัน อันดับ 2 คือ ฟังผ่านเครื่องเล่นเพลงดิจิทัล 27.5% ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะซื้อเพลงออนไลน์แบบถูกลิขสิทธิ์ หรืออาจจะดาวน์โหลดแบบละเมิดลิขสิทธิ์ก็ได้
อันดับ 3 คือ โปรแกรมฟังเพลง 13.3% นั่นคือการฟังผ่านคอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ต ขณะที่วิทยุและทีวี มีเพียง 9.2% และ 6.7% ตามลำดับ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนที่ฟังขณะขับรถ หรือเปิดทีวีเวลาอยู่บ้าน
ประเด็นต่อมา คือ เมื่อมีการใช้เครื่องเล่นเพลงดิจิทัล และโปรแกรมฟังเพลงรวมกันประมาณ 40% จึงสำรวจต่อว่า มีการหาเพลงมาจากแหล่งใด โดยพบว่า 35.6% ยอมรับว่าดาวน์โหลดจากเว็บเถื่อน 10.2% ดาวน์โหลดจากเว็บบิท และ 6.8% ซื้อจากแผ่นซีดีเถื่อน ซึ่งต้องยอมรับว่ายังอยู่ในปริมาณที่สูง และส่งผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ และภาคธุรกิจในประเทศด้วย แต่ยังมี 27% ตอบว่าซื้อมาจากเว็บที่ขายอย่างถูกกฎหมาย เช่น ไอทูนส์ แกรมมี่ อาร์เอส และ 17% ซื้อจากร้านขายแผ่นซีดีของแท้
การสำรวจยังขยายผลต่อไปว่า ทำไมจึงมีการบริโภคคอนเทนต์ละเมิดลิขสิทธิ์ ผู้ตอบแบบสอบถาม 25.5% บอกว่า สามารถหาดาวน์โหลดได้ง่ายผ่านทางอินเทอร์เน็ต 18.2% ซื้อมากลัวไม่คุ้ม เพลงเพราะแค่ไม่กี่เพลง หรืออาจจะชอบแค่บางเพลงเท่านั้น 16.4% ของแท้ราคาสูง 12.7% ชอบของฟรี และ 21.8% เป็นเหตุผลอื่นๆ เช่น เพลงเก่าหาซื้อไม่ได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อนับรวมด้านอื่นๆ แล้ว พบว่า 60% ยังมีการละเมิดลิขสิทธิ์ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว ขณะที่ 40% บริโภคคอนเทนต์อย่างถูกกฎหมาย แต่ในจำนวนทั้งหมดนั้นมี 93% ระบุว่า เคยซื้อเพลงทางออนไลน์แบบถูกลิขสิทธิ์ มีเพียง 7% เท่านั้นที่ตอบตรงๆ ว่า ไม่เคย
จากข้อมูลที่ได้ ภาคธุรกิจสามารถนำไปใช้และศึกษารายละเอียดในเชิงลึกของผู้บริโภค เพื่อพยายามจัดสินค้าออกมาให้ตรงความต้องการมากขึ้น เช่น ขายแยกเพลงเดี่ยวในราคาถูก และจัดแพ็ก 3 เพลง (ที่สามารถเลือกเพลงได้เอง) ในราคาถูก เพื่อสร้างแรงจูงใจ ขจัดปัญหาความคุ้มค่า เพลงไหนไม่ชอบก็ไม่ต้องซื้อ สินค้าแท้ต้องราคาไม่แพง หาซื้อได้ง่าย ขยันหาเพลงเก่าๆ มานำเสนอขายอย่างต่อเนื่อง และสร้างสินค้าเฉพาะ เช่น ลิมิเต็ด เอดิชั่น เพื่อดึงดูดใจ
แต่กระนั้นต้องเข้าใจว่า ไม่มีทางทำให้การละเมิดหายไปทั้งหมดได้ เพราะยังมีผู้บริโภคบางกลุ่มที่นิยมของฟรี หรือเลือกความสะดวกสบายเป็นหลัก มากกว่าจะเสียเงินซื้อสินค้าลิขสิทธิ์แท้ แต่อย่างน้อยการได้จัดสรรสินค้าและบริการที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด ก็มีส่วนช่วยลดการละเมิดลิขสิทธิ์คอนเทนต์ออนไลน์ได้
ขณะที่ในฐานะผู้พัฒนาและจำหน่ายคอนเทนต์ ต้องใช้เครื่องมือออนไลน์ เช่น ยูทูบ รวมถึงโซเชียลเน็ตเวิร์กอื่นๆ ให้เกิดประโยชน์ในการเผยแพร่ผลงานต่างๆ รวมถึงการผสานคอนเวอร์เจนซ์ไปในหลากหลายสื่อ เพื่อประโยชน์ในการโปรโมท สร้างการรับรู้ สร้างกระแส และสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการโฆษณา
การปรับตัวและเตรียมพร้อมรับมือยุคดิจิทัล ถือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจคอนเทนต์ ซึ่งปัจจุบันในคอนเทนต์ด้านเพลงเห็นชัดเจนแล้ว
ต่างจากคอนเทนต์ข่าวและเนื้อหาสาระ ต้องทำใจยอมรับว่า การให้บริการฟรีค้นหาย้อนหลังโดยไม่จำกัด มีส่วนช่วยดึงผู้ชมให้เข้ามาเป็นประจำมากขึ้น สามารถต่อยอดในการสร้างรายได้อื่นๆ ได้ผลดีกว่าเลือกขายในลักษณะสมาชิก เพราะคู่แข่งในตลาดที่ให้บริการอยู่นั้น เลือกจะให้ฟรีอยู่แล้ว ผู้บริโภคจึงไม่จำเป็นต้องซื้ออีก







