
MINTรุกหนักขยาย2ชาติ
ธุรกิจรร.ศรีลังการ้านอาหารอินเดียยันหลังรัฐประหารการท่องเที่ยวคึกคัก
ธุรกิจรร.ศรีลังการ้านอาหารอินเดียยันหลังรัฐประหารการท่องเที่ยวคึกคัก
MINT ทุ่ม 76.5 ล้าน รุกถือหุ้นโรงแรมในศรีลังกาเพิ่ม และขยายร้านอาหารในอินเดีย
นางไตรทิพย์ ศิวะกฤษณ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่การเงินส่วนกลาง บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) แจ้งว่า บริษัท Lodging Investment (Labuan) Limited บริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้นทั้งหมด ได้เข้าลงทุนซื้อหุ้นของ Serendib Hotels PLC บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โคลัมโบ ประเทศศรีลังกา เพิ่มเติมอีก 2.9% หรือ 2 ล้านหุ้น ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นในโรงแรมดังกล่าวเพิ่มจาก 15 ล้านหุ้น หรือ 19.8% เป็น 17 ล้านหุ้น หรือ 22.7% ชื่อบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 16 ล้านบาท ในราคาซื้อหุ้นละ 7.49 บาท โดยใช้กระแสเงินสดในบริษัท
สำหรับ Serendib Hotels PLC มีทุนเรียกชำระแล้ว 913 ล้านรูปีศรีลังกา ประกอบด้วย 111 ล้านหุ้น เป็นหุ้นที่มีสิทธิออกเสียง 75 ล้านหุ้น และหุ้นที่ไม่มีสิทธิออกเสียง 36 ล้านหุ้น
นอกจากนั้น MINT ยังแจ้งว่า MFG International Holding (Singapore)Pte Ltd. บริษัทย่อยที่ถือหุ้นทั้งหมด โดย Primacy Investment Limited ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด ซึ่งบริษัทถือหุ้นอยู่ 99.73% ได้เข้าลงทุนในบริษัทที่ตั้งขึ้นใหม่ The Minor Food Group (India) Private Limited
ทั้งนี้ MFG International Holding (Singapore) Pte Ltd. 70% Devyani International Limited 30%
บริษัทที่จัดตั้งใหม่นี้มีทุนจดทะเบียน 150 ล้านริงกิตอินเดีย ประกอบด้วยหุ้นสามัญ 15 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 ริงกิตอินเดีย
ทุนชำระแล้ว 147.50 ล้านริงกิตอินเดีย ประกอบด้วยหุ้นสามัญ 14.75 ล้านหุ้น ทั้งนี้เพื่อดำเนินธุรกิจร้านอาหาร
The Minor Food Group (India) Private Limited มีมูลค่าการลงทุน 103.25 ล้านริงกิตอินเดีย หรือเทียบเท่า 60.5 ล้านบาท (1 ริงกิตอินเดีย = 0.5859 บาท) จัดตั้งขึ้นมาเพื่อขยายธุรกิจไอศกรีมสเวนเซ่นส์ไปในต่างประเทศผ่านการร่วมทุนและแฟรนไชส์ เพื่อขยายธุรกิจร้านอาหารในประเทศอินเดีย
นางไตรทิพย์ กล่าวว่า เป็นแผนของบริษัทอยู่แล้วที่จะขยายกิจการไปต่างประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยง เนื่องจากทั้งสองประเทศเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่กำลังขยายตัว
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย) ได้เพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวจากเท่ากับตลาดเป็นมากกว่าตลาด โดยมีบริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) และบริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) เป็นหุ้นเด่นในกลุ่ม เนื่องจากบริษัทอยู่ในฐานะที่จะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของความต้องการการเดินทางอากาศ
ในขณะที่ ERW มีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยมากที่สุดในบรรดาผู้ประกอบกิจการโรงแรมด้วยกัน
บล.เคจีไอ มองว่าตัวเลขเริ่มแสดงให้เห็นการปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น และมองว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในเดือน มี.ค. และเริ่มเห็นการฟื้นตัวในรูปแบบ Vshape ในเดือน เม.ย. ซึ่งติดลบเพียงแค่ 1.7% เท่านั้น จากที่ติดลบถึง 8.1% ในเดือน ก.พ. และ 9.4% ในเดือน มี.ค.
สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมาจากการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 19 มี.ค. เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่หลีกเลี่ยงการเดินทางเข้ามาประเทศไทยในช่วงก่อนหน้าเริ่มกลับเข้ามาแล้วหลังการลดระดับของการประกาศเตือนการเดินทางเข้าประเทศ และประกันภัยการเดินทางกลับลงมาให้การคุ้มครองนักท่องเที่ยวตามปกติอีกครั้ง
ทั้งนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวอาจจะลดลงในเดือน พ.ค. คาดการณ์ลดลงประมาณ 10% เนื่องจากการยึดอำนาจและการประกาศเคอร์ฟิว แต่ บล.เคจีไอ มองว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะฟื้นตัวขึ้นและกลับเป็นบวกจากช่วงเดียวกันของปีก่อนได้ภายใน 2-3 เดือน







