posttoday
เดินห่างปริญญาสร้างจินตนาการ

เดินห่างปริญญาสร้างจินตนาการ

17 มิถุนายน 2557

หากใครเคยผ่านตาหนังสือขายดีที่สุดเล่มนึง ที่ชื่อว่า “งานไม่ประจำ ทำเงินกว่า” เขียนโดย พี่บอย วิสูตร พี่ชายคนเก่งที่ผมสนิท คุณรู้ไหมว่า ผมและพี่บอยเจอกันเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ผมชวนพี่บอยมาร่วมงานกับ Stock2morrow ครั้งแรกที่คุยกัน ผมโป๊ะเชะมาก คือ พี่บอยเล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่พี่บอยจบปริญญาตรีและโทวิศวะ เขาไม่เคยทำงานวิศวะเลย เฮ้ย!! เรียนทำไมฟระ??

หากใครเคยผ่านตาหนังสือขายดีที่สุดเล่มนึง ที่ชื่อว่า “งานไม่ประจำ ทำเงินกว่า” เขียนโดย พี่บอย วิสูตร พี่ชายคนเก่งที่ผมสนิท คุณรู้ไหมว่า ผมและพี่บอยเจอกันเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ผมชวนพี่บอยมาร่วมงานกับ Stock2morrow ครั้งแรกที่คุยกัน ผมโป๊ะเชะมาก คือ พี่บอยเล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่พี่บอยจบปริญญาตรีและโทวิศวะ เขาไม่เคยทำงานวิศวะเลย เฮ้ย!! เรียนทำไมฟระ??

ยิ่งคุยกับพี่บอยก็ยิ่งรู้สึกว่า “เฮ้ย!! เหมือนกันเลยครัช” แม้ เราจะคิดต่างกันมาก แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ เราเดินห่างจากใบปริญญาเหมือนกัน... พี่บอยเริ่มจากนักแต่งเพลง แล้วก็ผันตัวมา เป็นนักเขียน และเจ้าของธุรกิจส่วนตัว ตามคอนเซปต์ “งานไม่ประจำ ทำเงินกว่า” ผมก็เรียนด้านการตลาด แต่ไปทำตั้งแต่ร้านอาหาร ทำโรงงานกระจก กระโดดมาทำธนาคาร แล้วก็มาเป็นที่ปรึกษาการลงทุน

เรื่องแปลกนี้ ผมยิ่งเจอมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพบได้พบกับคนสุดยอดๆ หลายๆ คนในสายอาชีพของเขาว่า แท้จริงแล้ว เขาไม่ได้เรียนมาในสายอาชีพนี้แต่อย่างใด ตลกดีนะครับ ตั้งแต่เด็กเรามักจะคิดว่า ถ้าอยากมีอาชีพอะไร ก็ต้องเรียนมาในสายอาชีพนั้น ดังนั้นในยุคผมเป็นเด็กๆ การเอนทรานซ์เป็นสิ่งที่กำหนดเราทั้งชีวิต ทำให้เด็กทุกคนในยุคผมต้องพยายามเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด เพราะความพลาดหมายถึงงานที่จะถูกกำหนดชั่วชีวิต ทำให้บางคนฆ่าตัวตายเมื่อสอบไม่ได้คณะที่ต้องการ

นั่นยุคก่อน แต่ยุคนี้ ยุคที่ใครๆ ก็จบปริญญาตรี โท เอก ...ยุคนี้ถ้าไม่ได้อยากจะเรียนเพื่อมาเป็นอาจารย์ มันแทบไม่ได้วัดเลยว่า การที่เราท่องจำตำราเก่งกว่าจะการันตีความสำเร็จในหน้าที่การ งาน ดังนั้น ถ้าวันนี้ใครสอบไม่ติดคณะที่ตัวเองอยากทำงาน จงรู้สึกดีได้เลย วิธีการก็คือ เรียนอะไรก็เรียนไปให้จบ ให้มีความรู้เบื้องต้น แต่สิ่งที่ต้องคงไว้ก็คือ ความฝัน ใช่!! ฝันอยากจะทำอาชีพไหน ให้พยายามหาความรู้รอบด้านเกี่ยวกับอาชีพนั้นๆ โดยไม่จำเป็นว่าเราต้องจบปริญญาในด้านนั้น ...ข้อดีคืออะไรรู้ไหม?

ข้อดีของการที่เราไม่ได้ทำงานในสิ่งที่เราเรียนก็คือ “เราไม่รู้ไง” คุณรู้ไหมว่า “คนไม่รู้” พอทำงานไปมักจะรุ่งกว่า “คนที่รู้” เพราะ ไอ้พวกรู้แล้ว ความรู้ที่เรียนมามักใช้ไม่ค่อยได้กับชีวิตจริง แต่ตัวเองดันอีโก้ ทำตัวว่าฉันจบปริญญาด้านนี้มาเชี่ยวชาญ จึงมักทำตัว เป็นรู้ทุกเรื่อง สุดท้ายกลายเป็นโง่ที่สุด เพราะไม่เคยเรียนรู้เลยว่า เมื่อไปทำงานจริงแล้ว ไอ้ทฤษฎีที่เรียนจากตำราที่เขียนมา 50 ปีก่อน มันเปลี่ยนไปแล้ว เอาง่ายๆ คนจบ ป.4 ที่เขาทำงานอยู่กับโลก จริงๆ เขามีความรู้ในสิ่งนั้นที่ทันสมัยกว่าคนที่จบปริญญา หรือ ทันสมัยกว่าทฤษฎีมาก เพราะมันคือของจริงๆ ที่อยู่ในโลกที่ เปลี่ยนแปลงจริงๆ

ดังนั้น มันกลายเป็นว่า “คนที่ไม่รู้” ก็มักจะเปิดใจเรียนรู้ทุกอย่าง แล้วด้วยการที่ตัวเองไม่รู้ ก็มักถ่อมตัว ยอมเรียนรู้กับคนทุกประเภท ทำตัวเหมือนฟองน้ำ ดูดซึมความรู้ทุกอย่าง สุดท้าย “คนไม่รู้” กลับเก่งกว่า และแซงผู้เชี่ยวชาญได้ในที่สุด คุณลองไปสังเกตดูจะพบว่า นวัตกรรมที่เปลี่ยนโลก ล้วนเกิดจากเด็กไม่จบปริญญา เอาชัดๆ ก็พี่บิล เกตส์ หรือล่าสุดก็ มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ประเด็นไม่ใช่เรื่องจบปริญญา แต่มันคือประเด็นเรื่องการเปิดใจเรียนรู้ กับไม่เปิดใจเรียนรู้ เรื่องนี้หลายๆ คนเอาไปตีความผิด นึกว่าจะรวยต้องไม่จบปริญญา กลายเป็นลาออก แล้วซวยหนัก โง่เข้าไปอีก

ครับ!! ประเด็นสำคัญ คือ อย่าเอาใบปริญญาและความรู้มาเป็น กรอบ หรือเป็นกล่องครอบหัว ไม่ให้เราเรียนรู้สิ่งใหม่ ...จริงๆ นะ ถ้าให้เปลี่ยนระบบการศึกษาได้ ผมจะเปลี่ยนตั้งแต่นิยามของการศึกษาเลย

คุณรู้ไหมว่า คนส่วนใหญ่พูดถึงการศึกษาก็ผิดตั้งแต่การตั้ง เป้าเลย

คนส่วนใหญ่คิดว่าการศึกษาคือ การไปหาความรู้ ไม่ใช่เลย!! ถ้าคิดแบบนี้ก็ไม่พัฒนาสิ อย่างนี้ไปดูหนังดีกว่า ไปดูแล้วก็จบ หนังก็เชย ก็เหมือนความรู้แหละ ถ้ามัวแต่จะเข้าไปเรียนเพื่อให้อาจารย์เอาปลามายัดปาก ก็ไม่มีทางที่เราจะสามารถหาปลากินเอง

ดูดีๆ นะ เด็กไทยเรียนเก่งระดับโลก แต่เราไม่สามารถคิดและสร้างนวัตกรรม และสิ่งใหม่ๆ เลย ฝรั่งเรียนโง่กว่าเราเยอะ แต่เขามีอย่างเดียวที่ถูกคือ “เขาตั้งโจทย์การศึกษาถูก”

ใช่!! ฝรั่งเขาตั้งว่า “ไปเรียนเพื่อไปศึกษาวิธีการความรู้” ไม่ใช่ แบบคนไทยที่ไปเพื่อเอาตำรามาท่องจำ ดังนั้น ฝรั่งพอเขาได้วิธี การหาความรู้ เขาก็ใช้เวลาทั้งชีวิตที่เหลือหาความรู้ต่อจากใบปริญญา กลายเป็นการเรียนรู้ชั่วชีวิต สุดท้ายแม้ฝรั่งเขาจะเริ่มไม่เก่งเท่าเด็กเอเชีย แต่สุดท้ายเขาไม่หยุดพัฒนา ก็เลยสร้างองค์ความรู้ สร้างนวัตกรรมใหม่ แล้วในที่สุดเขาก็เอามาสอนให้เราไปนั่งเรียน... โอ๊ย!! เรามันสอนกันเป็นผู้ตามโดยแท้ เปลี่ยนมาตีลังกาเรียนเถอะ... คิดใหม่!!

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่