posttoday
สถานการณ์ในอีรักปละการประชุมเฟดอาจพลิกทางค่าเงินบาท

สถานการณ์ในอีรักปละการประชุมเฟดอาจพลิกทางค่าเงินบาท

16 มิถุนายน 2557

มันนี่วีก สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าในสัปดาห์นี้ ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 32.20-32.50 บาท/เหรียญสหรัฐ ปัจจัยที่ นักลงทุนจับตา คือ การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งเราคาดว่า ธปท.จะยังคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2% ตลอดทั้งปีนี้ โดยให้นโยบายการคลังกลับมาเป็นหัวรถจักรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทน และให้นโยบายการเงินเป็นล้อหลัง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับปัจจุบันที่ 2% มีความผ่อนคลายมากพอที่จะหนุนให้เศรษฐกิจไทยกลับมาได้แล้ว โดยความชัดเจนทางการเมืองจะค่อยๆ หนุนความ เชื่อมั่นผู้ประกอบการและผู้บริโภคให้กลับมา การทยอยจ่ายเงินค่าจำนำข้าวและแนวโน้มเศรษฐกิจที่สดใสขึ้น จะค่อยๆ หนุนให้การบริโภคกลับมาขยายตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลัง

มันนี่วีก สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าในสัปดาห์นี้ ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 32.20-32.50 บาท/เหรียญสหรัฐ ปัจจัยที่ นักลงทุนจับตา คือ การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งเราคาดว่า ธปท.จะยังคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2% ตลอดทั้งปีนี้ โดยให้นโยบายการคลังกลับมาเป็นหัวรถจักรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทน และให้นโยบายการเงินเป็นล้อหลัง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับปัจจุบันที่ 2% มีความผ่อนคลายมากพอที่จะหนุนให้เศรษฐกิจไทยกลับมาได้แล้ว โดยความชัดเจนทางการเมืองจะค่อยๆ หนุนความ เชื่อมั่นผู้ประกอบการและผู้บริโภคให้กลับมา การทยอยจ่ายเงินค่าจำนำข้าวและแนวโน้มเศรษฐกิจที่สดใสขึ้น จะค่อยๆ หนุนให้การบริโภคกลับมาขยายตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลัง

นอกจากนี้ แผนปฏิรูปเศรษฐกิจ (Roadmap) และความตั้งใจจริงที่จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจะ ช่วยหนุนการลงทุนให้กลับมา ส่วนการส่งออกมี แนวโน้มจะขยายตัวได้ดีขึ้น เนื่องจากการส่งออกจีน ในเดือนล่าสุดกลับมาขยายตัวแล้ว และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตก็สะท้อนว่าคำสั่งซื้อ จากต่างประเทศเริ่มกลับมา โดยเฉพาะสินค้าที่คนอเมริกันบริโภคมาก เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โดยสถาบันวิจัยกสิกรไทยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 1.8% เมื่อเทียบ กับปีก่อน

สำหรับการประชุมของเฟด สิ่งที่นักลงทุนควร จับตา คือ ถ้อยแถลงของเจเน็ต เยลเลน และประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐว่าจะมีการปรับขึ้นหรือลงจากเดิม ซึ่งจะส่งผลต่อมุมมองในการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกของเฟด นอกจากนี้ปัจจัยที่ต้องติดตามคือ สถานการณ์ในอิรัก ซึ่งอาจเข้ามาเปลี่ยนทิศทางความเชื่อมั่นนักลงทุน โดยในสัปดาห์ก่อนประธานาธิบดีสหรัฐได้เตือนกลุ่มแบ่งแยกดินแดนว่าพร้อมจะเข้าควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบ ดังนั้น หากเกิดความรุนแรงขึ้น เงินทุนอาจไหลออกไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัย อาทิ เงินเยน และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ

ในสัปดาห์ก่อน นักลงทุนต่างชาติอยู่ในภาวะ risk-on หลังจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐออกมาดี ส่วนอัตราว่างงานทรงตัวอยู่ในระดับเดิมที่ต่ำสุดรอบ 6 ปีที่ 6.3% ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้าเอเชียต่อเนื่อง และดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากจนหลุดแนวรับสำคัญที่ 32.40 ไปได้ โดยแนวรับต่อไปที่เงินบาททดสอบหลายครั้งแล้ว คือ ระดับ 32.20 ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ย 200 วัน ทำให้เรามองว่าเงินบาทจะสามารถยืนเหนือระดับนี้ไปได้อีกสักพัก

อย่างไรก็ตาม หากเงินบาทแข็งค่ามาก จนทะลุระดับ 32.20 เราอาจเห็นการแข็งค่าแบบเร็วและแรง โดยการแข็งค่าของเงินบาทนั้นมาจากแรงซื้อพันธบัตรรัฐบาลไทยของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มอายุมากกว่า 1 ปี ทำให้ยิลด์ในตลาดพันธบัตรปรับลดลงหุ้นกู้ตลาดรองที่มีการซื้อขายมาก คือ กลุ่มอายุ 1 เดือน (เครดิต A-) ที่อัตราผลตอบแทน 2.6-2.63% ส่วนกลุ่มอายุ 6 เดือน (เครดิต A+) ที่อัตราผลตอบแทน 2.7-2.73% และกลุ่มอายุ 1 ปี (เครดิต AAA) ที่อัตรา ผลตอบแทน 2.9-2.95% ส่วนหุ้นกู้ตลาดแรกที่มีการเสนอขายต่อผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ในสัปดาห์นี้ คือ หุ้นกู้กลุ่มธนาคาร (เครดิต A) อายุ 10.5 ปี อัตราดอกเบี้ย 6% จำนวน 1.3 หมื่นล้านบาท โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อ 2,200 ล้านบาท แต่ขายหุ้นไทยสุทธิ 1,000 ล้านบาท อย่างไร ก็ตาม ตั้งแต่การเปลี่ยนอำนาจของฝ่ายบริหาร นักลงทุนต่างชาติขายพันธบัตรไทย 7,600 ล้านบาท และขายหุ้นไทย 1.27 หมื่นล้านบาท

ค่าเงินยูโรร่วงลงจากระดับสูงสุดในสัปดาห์ก่อนที่ 1.3668 มาเคลื่อนไหวในระดับ 1.35 จากการปรับพอร์ตการลงทุนออกจากสินทรัพย์ยูโรโซน โดยเงินยูโรอ่อนลงมาสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน ส่วนหนึ่งมาจาก ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาดี นอกจากนี้ เงินปอนด์ปรับแข็งค่าขึ้นมาที่ระดับสูงสุดในรอบ 18 เดือน เมื่อเทียบกับยูโร หลังอัตราว่างงานของสหราชอาณาจักรลดลงมาที่ระดับต่ำสุดตั้งแต่เดือน ม.ค. 2009 โดยมี การจ้างงานเพิ่มขึ้น 3.45 แสนตำแหน่งในช่วงเดือน ก.พ.-เม.ย. เรามองว่าค่าเงินยูโรจะยังคงปรับอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง แต่ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของเดือน พ.ค. ที่จะออกมาในสัปดาห์นี้ ไม่น่ามีผลต่อตลาดมาก เพราะเป็นเพียงการแก้ไขตัวเลขจากตัวเลขเบื้องต้น เท่านั้น ส่วนปัจจัยอื่นที่ต้องจับตา คือ ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนและผู้บริโภค ซึ่งจะให้ภาพมุมมองของคนยุโรปต่อการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของยูโรโซนว่าจะได้ผลหรือไม่

ค่าเงินเยนมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องในสัปดาห์ก่อน จาก 102.45 มาที่ 101.89 จากจีดีพีไตรมาสแรกซึ่งขยายตัวสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 1.6% จาก 1.5% (ตัวเลขเบื้องต้น) อีกปัจจัยที่ทำให้มีความต้องการเข้าซื้อเงินเยน คือ สถานการณ์ความรุนแรง ในอิรัก ซึ่งอาจลุกลามกลายเป็นสงครามกลางเมือง และกดดันให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นอีก โดยแนวรับสำคัญของเงินเยน คือ 101.50 ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ย 200 วัน อีกปัจจัยที่ต้องจับตาในสัปดาห์นี้ คือ ดุลการค้าของญี่ปุ่นในเดือน พ.ค.

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่