
มาตรการของ ECB กับความหวัง
เศรษฐกิจยูโรโซนแม้ว่าจะกระเตื้องขึ้น แต่ก็ยังคงเติบโต ในระดับค่อนข้างต่ำ เศรษฐกิจใน 1Q เติบโตเพียง 0.2%QoQ, SA เท่านั้น อัตราการว่างงานก็ยังอยู่ในระดับสูงที่ 11.8% ซึ่งการที่เศรษฐกิจยังซบเซาอยู่นี้ทำให้ยูโรโซนเผชิญกับความเสี่ยงด้านเงินฝืดมากขึ้น และการต่อสู้กับภาวะเงินฝืดนี้ถือเป็นภาระหน้าที่ของธนาคารกลางยูโรโซน (อีซีบี) โดยตรง จึงไม่แปลกที่หลายคนคาดว่าอีซีบีจะมีการออกมาตรการกระตุ้นออกมาในการประชุมวันที่ 5 มิ.ย.
เศรษฐกิจยูโรโซนแม้ว่าจะกระเตื้องขึ้น แต่ก็ยังคงเติบโต ในระดับค่อนข้างต่ำ เศรษฐกิจใน 1Q เติบโตเพียง 0.2%QoQ, SA เท่านั้น อัตราการว่างงานก็ยังอยู่ในระดับสูงที่ 11.8% ซึ่งการที่เศรษฐกิจยังซบเซาอยู่นี้ทำให้ยูโรโซนเผชิญกับความเสี่ยงด้านเงินฝืดมากขึ้น และการต่อสู้กับภาวะเงินฝืดนี้ถือเป็นภาระหน้าที่ของธนาคารกลางยูโรโซน (อีซีบี) โดยตรง จึงไม่แปลกที่หลายคนคาดว่าอีซีบีจะมีการออกมาตรการกระตุ้นออกมาในการประชุมวันที่ 5 มิ.ย.
มาริโอ ดรากี ประธานอีซีบี ก็ได้ออกมาเตือนถึงความเป็นไปได้ในการออกมาตรการกระตุ้นตลอดช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา อีกทั้งภายหลังจากที่ตัวเลขเงินเฟ้อของยูโรโซนถูกเผยแพร่ออกมาในวันก่อน ซึ่งอยู่ที่ 0.5% ในเดือน พ.ค. ต่ำกว่าเดือนก่อนและต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาด ทำให้นักวิเคราะห์ออกมาฟันธงออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่าอีซีบีจะมีการออกมาตรการมาต่อสู้กับความเสี่ยงเงินฝืดอย่างแน่นอน คำถามตอนนี้คงไม่ใช่ว่าอีซีบีจะออกมาตรการหรือไม่ แต่คำถามหลักอยู่ที่ว่า อีซีบีจะออกมาตรการอะไร? และที่สำคัญคือ “ตรงใจ” กับที่ตลาด คาดหวังหรือไม่?
หากเรามามองทางเลือกว่าอีซีบีพอมีกระสุนอะไรอยู่ในมือบ้าง ทางเลือกที่หนึ่งคือ การดำเนินนโยบายการเงินผ่านทางดอกเบี้ยก็ถือเป็น วิธีการที่ธนาคารกลางต่างๆ รวมถึงอีซีบีใช้มาโดยตลอด ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ก็อาจจะมีการลดดอกเบี้ยนโยบาย (Refi Rate, ดอกเบี้ยสำหรับธนาคารพาณิชย์ที่จะมากู้จากอีซีบี) ลงจาก 0.25% ในปัจจุบัน ให้เหลือ 0% และอาจจะพิเศษเพิ่มเติมตรงที่ว่าอาจลดดอกเบี้ยเงินฝาก (Deposit Rate) ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 0% ให้เป็นอัตราที่ติดลบ หมายความว่า หากธนาคารพาณิชย์มีสภาพคล่องเหลือแล้วนำมาฝากกับอีซีบีจะต้องเสียดอกเบี้ยจากการฝากเงินนั้นด้วย ซึ่งน่าจะสร้างแรงจูงใจ ให้ธนาคารพาณิชย์นำเงินดังกล่าวไปปล่อยสินเชื่อมากกว่า และน่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แม้ว่าการลดดอกเบี้ยลงต่ำกว่าศูนย์อาจเป็นประเด็นข่าวให้ตื่นเต้นได้ เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่แทบจะไม่เคยเกิดขึ้น แต่มาตรการดังกล่าวก็อยู่ในการ “คาดการณ์” ของตลาดอยู่แล้ว และก็ยังไม่แน่ว่าธนาคารพาณิชย์จะนำสภาพคล่องส่วนเกินนั้นไปปล่อยสินเชื่อให้ภาคเอกชนอยู่ดี จึงอาจเกิดอาการ “ผิดหวัง” ต่อมาตรการในระยะถัดไปได้เสียด้วยซ้ำ
ส่วนทางเลือกที่สองคือ การใช้ LTRO อีกครั้งหนึ่ง โดยอีซีบีได้ใช้มาตรการ LTRO ซึ่งเป็นการเสนอเงินกู้ให้ธนาคารพาณิชย์ไปใช้ในอัตราที่ต่ำ ซึ่งได้ผลมากเมื่อปลายปี 2011 นับเป็นมาตรการที่ช่วยกู้ยูโรโซนให้พ้นวิกฤตความเชื่อมั่นในขณะนั้นได้ แต่ในคราวนี้มาตรการดังกล่าวอาจไม่ประสบความสำเร็จเหมือนดังเดิม เพราะที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ไม่ได้กู้จากอีซีบีไปเพื่อปล่อยกู้ต่อ แต่หากกู้ไปและถือไว้เพื่อทำให้งบดุลตัวเองแข็งแกร่ง และปัจจุบันเราผ่านห้วงแห่งความกังวลเกี่ยวกับฐานะของธนาคารพาณิชย์ในยุโรปไปแล้ว ดังนั้น นอกเสียจากว่ามาตรการ LTRO ในรอบนี้อาจไม่เห็นธนาคารพาณิชย์เข้ามาขอกู้แล้ว แต่หากจะใช้มาตรการนี้เพียงอย่างเดียวน่าจะทำให้ตลาด “เสียใจ” ได้
มาตรการที่สามที่เป็นไปได้คือ การเข้าซื้อสินทรัพย์โดยตรง อย่างเช่นที่ธนาคารกลางสหรัฐ ดำเนินการภายใต้มาตรการ Quantitative Easing หรือที่รู้จักกันว่า QE ซึ่งออกมาแล้วถึง 3 รุ่น และเป็นมาตรการที่ทำให้นักลงทุนในหุ้นทั่วโลกเบิกบานใจมาแล้ว แต่เรามองว่ามาตรการ QE อาจนับว่าเป็นยาที่แรงเกินไปสำหรับผู้ที่ไม่เคยใช้มาก่อนอย่างอีซีบี อีกทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจก็ยังไม่แย่ถึงขั้นต้องใช้ยาประเภทนี้ ไม่นับกับที่อีซีบียังต้องปวดหัวกับข้อจำกัดที่ว่าห้ามเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลในตลาดแรก รวมถึงปัญหาว่าจะซื้อพันธบัตรของแต่ละประเทศใน 18 ประเทศที่รวมตัวกันเป็นสัดส่วนเท่าใด ทำให้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ “คาดการณ์” ว่าอีซีบีจะนำมาตรการเช่นนี้มาใช้
ทั้งนี้ จากการสำรวจนักวิเคราะห์โดย Bloomberg ผลการสำรวจชี้ว่า 47 จาก 52 ผู้ตอบ (คิดเป็น 90%) คาดว่าอีซีบีจะมีมาตรการกระตุ้นออกมาในการประชุมวันนี้ โดย 48 คน (กว่า 90%) คาดว่า อีอีซีบีจะมีการลดดอกเบี้ยลง ขณะที่ผู้ที่ตอบว่าอีซีบีจะเข้าซื้อสินทรัพย์มีอยู่ 10 คน (ประมาณ 20%) ซึ่งก็ไม่ได้น้อยนัก การที่หลายคนมี “ความหวัง” ต่อการประชุมอีซีบีในครั้งนี้อยู่ไม่น้อย แต่จะออกหัวหรือก้อย เดี๋ยวคืนนี้ก็รู้ครับ







