
คนไทยใจดี
ไทยถือเป็นประเทศที่คนในประเทศเพื่อนบ้านสนใจเข้ามาทำงานจำนวนมากในแต่ละปี ซึ่งมีทั้งแบบถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย
ไทยถือเป็นประเทศที่คนในประเทศเพื่อนบ้านสนใจเข้ามาทำงานจำนวนมากในแต่ละปี ซึ่งมีทั้งแบบถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย
เช่นเดียวกับแรงงานจากประเทศกัมพูชาจำนวนไม่น้อยที่พยายามหาทางเข้ามาทำงานในไทย เนื่องจากค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท เป็นแรงดึงดูด ขณะที่ผู้ประกอบการไทยก็เข้าไปลงทุนในกัมพูชามากขึ้นเช่นกัน เหมือนกับบริษัท นครหลวงค้าข้าว หรือ เอสทีซี กรุ๊ป ที่ลงทุนตั้งโรงสีข้าวขนาด 2,000 ตันต่อเดือน เพื่อส่งออกสินค้าไปยังประเทศกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) เนื่องจากกัมพูชายังได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี)
ย็อม มอม หรือชื่อไทยที่นายจ้างคนไทยเรียกว่า “น้องญาญ่า” สาวน้อยวัย 24 ปี พนักงานบัญชีของเอสทีซี กัมพูชา ได้อาสาเป็นไกด์จำเป็นพาคณะดูงานจากเมืองไทยเดินทัวร์รอบโรงสี พร้อมอธิบายเป็นภาษาไทยชัดแจ๋ว จนอดถามไม่ได้ว่า ไปหัดเรียนมาจากไหน หรือเคยไปทำงานที่เมืองไทยหรือเปล่า เธอตอบว่า เริ่มหัดเรียนภาษาไทยด้วยตัวเองด้วยการดูละครไทยจนสามารถฟังและพูดภาษาไทยได้ ก่อนจะฝึกพูดอย่างจริงจังช่วง 34 เดือน ก่อนมาทำงานที่เอสทีซี กัมพูชา นับถึงตอนนี้เธอทำงานที่นี่ประมาณหนึ่งปีกว่าแล้ว
เธอเปรียบเทียบประสบการณ์การทำงานกับบริษัทต่างชาติจากหลายประเทศ ว่า หลังจากร่วมงานกับบริษัทจากจีน เกาหลีใต้ เวียดนาม ไทย รวมถึงบริษัทกัมพูชา บอกได้เลยว่า ทำงานกับคนไทยดีที่สุด เพราะคนไทยใจดี (เธอตอบแบบยิ้มๆ) พร้อมยืนยันว่า ที่ตอบแบบนี้มาจากความรู้สึกในใจล้วนๆ จากประสบการณ์ที่เจอมาจริงๆ ไม่ใช่ตอบแบบเอาใจคนถาม หรือเจ้านายที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ไม่ได้
“ค่าแรงในกัมพูชาจะต่ำมาก ตกเดือนละ 100 เหรียญสหรัฐเท่านั้น ทำให้บัณฑิตจบใหม่แบบดิฉันอยากทำงานในบริษัทต่างชาติมากกว่า ดิฉันเคยเป็นพนักงานขายเครื่องสำอางของบริษัทเกาหลีแห่งหนึ่งในพนมเปญ แม้จะได้เงินเดือนดี แต่ก็ต้องทำงานแบบเต็มเวลา เลิกงานหกโมงเย็น และไม่มีวันหยุดด้วย ขณะที่บริษัทคนไทย ถ้ามีธุระสำคัญจริงๆ สามารถคุยกับเจ้านายและขอลาหยุดได้ และจากที่เคยสัมผัสกับคนไทยมา คิดว่าคนไทยส่วนใหญ่เป็นคนใจดี ทำให้ไม่คิดจะเปลี่ยนหรือย้ายงานไปที่ไหนแล้ว”
เธอบอกว่า แม้ตัวเองจะได้เงินเดือนสูงกว่ามาตรฐานมาก เพราะได้เงินประมาณเดือนละ 400 เหรียญสหรัฐ แต่ก็ไม่มากพอจะนำไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เพราะค่าครองชีพในกัมพูชาสูงมาก ดังนั้น จึงต้องรู้จักบริหารจัดการด้วยการกินข้าวเช้ามาจากบ้าน พร้อมหิ้วปิ่นโตอาหารเที่ยงมากินที่ออฟฟิศ ถือว่าเป็นเรื่องปกติของชาวกัมพูชา เพราะช่วยประหยัดค่าข้าวกลางวันในแต่ละเดือนได้มากทีเดียว ไม่ต้องไปซื้อกินจากร้านขายข้าวแกงซึ่งตกจานละ 3040 บาท
นอกจากชอบนิสัยคนไทยแล้ว ย็อม มอม ยังชอบรับประทานอาหารไทย ซึ่งเป็นเมนูยอดฮิตของชาวต่างชาติ เช่น “ผัดกะเพรา” ด้วย แต่ต้องขอแบบไม่เผ็ดมาก เพราะคนกัมพูชากินเผ็ดไม่เก่งเหมือนคนไทย ทั้งยังชอบอาหารรสชาติติดหวานเสียอีกด้วย
ขณะเดียวกัน สาวน้อยกัมพูชาคนนี้ยังมีความฝันว่า สักวันหนึ่งเธออยากจะเดินทางมาเที่ยว “ทะเล” ที่เมืองไทย เพราะเคยได้ยินและเห็นภาพทะเลไทยในทีวีไทยแล้วรู้สึกว่า “สวยมาก” แม้ว่ากัมพูชาจะมีทะเลเหมือนกัน อยู่ที่กำปงโสม หรือสีหนุวิลล์ แต่น้ำทะเลและชายหาดไม่สวยเท่าทะเลที่เมืองไทย ที่สำคัญค่าใช้จ่ายและค่าครองชีพของเมืองชายทะเลแห่งนี้ยังแพงมากด้วย เนื่องจากเป็นเมืองตากอากาศของคนที่ค่อนข้างมีฐานะในกัมพูชา







