
เคาะงบปี’58ดันศก.โต4%
ตั้งวงเงิน2.6ล้านล้านขาดดุล2.6แสนล.ธปท.มั่นใจไทยผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว
ตั้งวงเงิน2.6ล้านล้านขาดดุล2.6แสนล.ธปท.มั่นใจไทยผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว
เคาะงบประมาณปี 2558 วงเงิน 2.6 ล้านล้านบาท ดันเศรษฐกิจขยายตัว 4% เงินเฟ้อ 2.3%
เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 4 หน่วยงาน คือ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้หารือกรอบงบประมาณเพื่อเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นชอบเดือน มิ.ย.นี้ และคาดว่าจะเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณให้ คสช.ได้เดือน ก.ค. เพื่อใช้ได้ทันวันที่ 1 ต.ค. 2557
นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า กรอบงบประมาณปี 2558 จะไม่เกินวงเงินที่คลังเสนอมา 2.6 ล้านล้านบาท โดยจะเป็นงบขาดดุลใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา 2.6 แสนล้านบาท และงบลงทุนมีสัดส่วน 17.5% เท่ากับปีที่แล้ว
ทั้งนี้ ภายใต้วงเงินงบประมาณดังกล่าว ประเมินว่าเศรษฐกิจปี 2558 จะขยายตัว 4% อัตราเงินเฟ้อ 2.3% โดยขณะนี้ทุกหน่วยงานเสนอขอใช้งบประมาณปี 2558 มาแล้ว 4 ล้านล้านบาท
ด้าน นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธปท. กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของ คสช. ทั้งการเร่งรัดจ่ายเงินจำนำข้าว 9.2-9.3 หมื่นล้านบาทให้ชาวนา เร่งจัดงบประมาณในปี 2558 และเร่งรัดการเบิกจ่ายงบปี 2557 ที่ค้างอยู่ ฯลฯ ยอมรับว่าส่งผลดีต่อภาวะเศรษฐกิจ แต่ยากที่จะให้เศรษฐกิจกลับมาขยายตัว 3% ตามที่ คสช.ต้องการ เพราะภาวะเศรษฐกิจซึมลึกตามสภาวะที่เกิดขึ้นจริง
นายเมธี กล่าวว่า ผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของ คสช. ทำให้ภาพเศรษฐกิจมีทิศทางที่ดีขึ้น ผลของมาตรการส่วนใหญ่จะไปปรากฏในปีหน้า ส่วนจะช่วยให้จีดีพีปีนี้มีแนวโน้มกลับมาโตในระดับเป้าหมายที่ 2.7% ในปีนี้ตามที่ธปท.คาดไว้หรือไม่ ยังอาจจะเป็นเรื่องยาก อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจน่าจะพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว
นอกจากนี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ยังเปิดเผยการเก็บข้อมูลด้านการเงินที่ฉายภาพให้เห็นว่า ค่าเงินบาทของไทยในเดือน พ.ค. มีแนวโน้มอ่อนค่ามากที่สุดในปีนี้ โดยวันที่ 29 พ.ค. อ่อนค่าลงถึง 1.3% ไปอยู่ที่ 32.80 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งสัปดาห์นี้อ่อนค่าลงแล้ว 0.7% เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติถอนการลงทุนราว 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.4 หมื่นล้านบาท) ออกจากตลาดหุ้นและพันธบัตร หลังจาก คสช.ยึดอำนาจ
ขณะที่ ขณะที่ โคโซะ ฮาเซะกาวะ นักค้าสกุลเงินจาก ซูมิโมโตะ มิตสุย วาณิชธนกิจญี่ปุ่น ในกรุงเทพฯ แสดงความเห็นว่า ในตอนนี้ค่าเงินบาทยังคงไม่เป็นที่ต้องการของนักทุน เพราะนักลงทุนยังไม่อยากลงทุนตราบใดที่ยังไม่มั่นใจต่อสถานการณ์ในอนาคต
อย่างไรก็ดี เว็บไซต์ข่าวของสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซี เปิดเผยรายงานอ้างการเปิดเผยเหล่านักวิเคราะห์ ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยไม่ได้รับผลกระทบจากการทำรัฐประหาร ขณะที่ความสามารถในการฟื้นตัวของดัชนีตลาดหุ้น ที่โดยปกติแล้วการรัฐประหารมักทำให้เกิดการเทขาย ได้สร้างความประหลาดใจให้กับนักวิเคราะห์หลายคน
"ในช่วงนี้ เราคาดว่าจะมีการผันผวนของตลาดในระยะสั้น แต่เราไม่คาดว่าจะกระทบต่อการดำเนินธุรกิจที่มีอยู่ตอนนี้มากนัก" มาร์ค โมเบียส ประธานบริหาร เทมเพิลตัน อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ตส์ กรุ๊ป กล่าวว่า ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาวยังดีอยู่ ซึ่งหมายรวมไปถึง ภาคธุรกิจที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูง การลงทุนของญี่ปุ่น รวมไปถึงศักยภาพการเติบโตเศรษฐกิจของไทย จากบทบาทที่เพิ่มขึ้นของภูมิภาคต่างๆของไทย และตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน อย่างพม่า ลาว และกัมพูชาที่มีต่อระบบเศรษฐกิจโลก
ขณะเดียวกัน โมเบียส ยังระบุว่า ไทยมีชนชั้นกลางจำนวนมาก และกลุ่มผู้บริโภคก็ขยายตัวขึ้น จึงทำให้เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในระยะยาวจะเติบโตได้ดี
ความคิดเห็นของโมเบียสสอดคล้องกับรูเชียร์ ชาร์มา ผู้อำนวยการด้านตลาดเกิดใหม่ ของมอร์แกน สแตนลีย์ ระบุว่า ไทยมีที่ตั้งที่ยอดเยี่ยมในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง มีภาคการผลิตที่สดใส โดยภาคการผลิตนั้นคิดเป็นสัดส่วนถึง 20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เลยทีเดียว จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังเดินหน้าไปได้ แม้ว่า อัตราการขยายตัวจะชะลอตัวลงก็ตาม







