
สรท.ยืนเป้าส่งออกปีนี้ไม่เกิน 3%
สรท.เสนอคสช.เร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจชูการค้าเป็นตัวนำแนะยุบรวม 2 กระทรวงใหญ่อุตฯ-พาณิชย์ ยึดญี่ปุ่นโมเดล
สรท.เสนอคสช.เร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจชูการค้าเป็นตัวนำแนะยุบรวม 2 กระทรวงใหญ่อุตฯ-พาณิชย์ ยึดญี่ปุ่นโมเดล
นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย(สรท.) หรือสภาผู้ส่งออกฯ เปิดเผยว่า หลังจากการส่งออกเดือนเม.ย.ยังติดลบอยู่ 0.87% และ4 เดือนแรกการส่งออกติดลบอยู่ 0.97% นั้น ทำให้ประเมินว่าการส่งออกในไตรมาสที่ 2 จะยังขยายตัวไม่สูงนักอยู่ในช่วง 1-2% ขณะที่ไตรมาสที่ 3-4 อาจจะขยายตัวได้ 5% หรือมากกว่า แต่โดยรวมปีนี้ก็จะยังเติบโตไม่เกิน 3% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายใหม่ของกระทรวงพาณิชย์ที่ 3.5%
“ถ้าคิดมูลค่าส่งออกที่เป็นเงินบาทส่งออก 4 เดือนขยายตัวได้ 7-8% เนื่องจากเงินบาทอ่อนค่าลง แต่ในแง่ของดอลลาร์สำหรับปีนี้ที่ 3% ยังคงเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย เพราะ 4 เดือนที่ผ่านมาตลาดหลักที่เราคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างยุโรป สหรัฐ และญี่ปุ่นปรากฏว่าเป็นบวกน้อยกว่าที่คาด ตลาดอาเซียน และตลาดที่มีศักยภาพเช่นแอฟริกา ออสเตรเลีย ลาตินอเมริกา ยังติดลบที่ 3.4% 13.6% และ 8.4% ตามลำดับ ขณะที่จีนยังอยู่ในช่วงการปรับโครงสร้างหันไปพึ่งเศรษฐกิจในประเทศ” นายนพพร กล่าว
ประธาน สรท. กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนขั้วกลับมาที่ประเทศที่พัฒนาแล้วก็คือตลาดหลักอย่างสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดที่ต้องการสินค้าสำเร็จรูปที่มีนวัตกรรมมีคุณภาพสูง แต่การผลิตเพื่อส่งออกของไทยปัจจุบันพบว่ากว่า 50% ยังคงเป็นสินค้ากึ่งสำเร็จรูป เป็นชิ้นส่วนเพื่อไปผลิตต่อซึ่งเน้นราคาไม่มีจุดขายชัดเจน
ทำให้ประเทศไทยต้องการการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อผลักดันให้เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการค้า หลังจากที่การส่งออกถูกละเลยมานาน ไม่มีการพัฒนาทั้งด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี จนศักยภาพการแข่งขันต่ำกว่าคู่แข่ง ซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคต่อการส่งออในอนาคตที่ความต้องการสินค้าจะไปอยู่ที่ประเทศพัฒนาแล้ว
ทั้งนี้ เห็นว่าควรใช้โอกาสที่ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เข้ามาบริหารประเทศเสนอให้ คสช.ใช้ความรวดเร็วและเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหาและวางโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อให้ประเทศไทยเป็น trade nation ได้จริงใน 5 ด้า คือ 1.ปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงานด้านเศรษฐกิจของประเทศให้ทำงานได้อย่างบูรณาการเช่นเดียวกับโมเดลของประเทศญี่ปุ่นที่มีกระทรวงการค้าและการลงทุน(METI) ที่สามารถดำเนินกิจกรรามและแก้ไขปัญหาได้ในหน่วยงานเดียว เช่นประเทศไทยควรรวมกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์ให้เป็นหน่วยงานเดียว
2.ปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจโดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ ศุลกากร โลจิสติกส์ 3.ให้ความสำคัญและจัดทำแผนวิจัยและพัฒนาและนวัตกรรม 4.จัดตั้ง National Design Center เพื่อรองรับความต้องการของผู้ประกอบการในการออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์และ 5.วางรากฐานบุคลากรที่เน้นการไปที่การปฏิบัติ
นายนพพร กล่าวว่า สำหรับคณะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ คสช. ซึ่งประกอบด้วย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และนายณรงค์ชัย อัครเศรณี นั้นมองว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ แต่ในระดับปฏิบัติการลงมาอยากให้เปปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์เข้าไปร่วมงานด้วย เพราะการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ทำงานนี้ได้สร้างความสำเร็จให้เห็นมาแล้วในหลายประเทศเช่นเกาหลีใต้
“สำหรับรัฐมนตรีนั้นไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือการแต่ตั้งก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ที่มาจาการเลือกตั้งอาจจะได้รับการยอมรับว่ามาจากการเลือกตั้งแต่มองย้อนกลับไปต้องถามว่าเราได้รัฐมนตรีที่มีความสามารถตรงกับกระทรวงที่ดูแลหรือไม่ ส่วนตัวผมผมยอมรับรัฐมนตรีที่มาจากอะไรก็ได้แต่มีความรู้ในเรื่องนั้นๆ ทำเพื่อประเทศและประสานงานทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นได้” นายนพพร กล่าว
นายวัลลภ วิตนากร รองประธาน สรท. กล่าวว่า ปัจจัยจากการเมือง ไม่ได้ส่งผลต่อการส่งออกในช่วงไตรมาสที่ 2 เพราะมีคำสั่งซื้อล่วงหน้าไว้แล้ว แต่ในช่วงครึ่งปีหลัง ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันทั้งภาครัฐและเอกชนชี้แจงให้คู่ค้าเกิดความเข้าใจ ซึ่งต้องมีแนวทางและเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประเทศคู่ค้า โดยทั้งปีคาดว่า การส่งออกอยู่ที่ 3% แต่ก็ยังถือว่าเป็นตัวเลขที่ท้าทาย
“ตอนนี้ต้องสร้างความเชื่อมั่นอย่างเดียวเลยว่าสิ่งที่ คสช.ทำอยู่นี้ทำเพื่อนำความสงบกลับมาสู่ประเทศและประชาชนส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยว่าไม่มีทางออก ส่วนการสร้างความเชื่อมั่นต้องทำร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชน โดยให้เอกชนออกหน้าเพราะต่างชาติเมื่อเขาฟังคู่ค้าอธิบายแล้วเขาเชื่อและนำไปถ่ายทอดสู่องค์กรของเขา” นายวัลลภ กล่าว







