
ตัน ไบเล่ จะครองเมือง?
บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป (ICHI) สร้างสถิติหุ้นน้องใหม่ที่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ไม่ถึงเดือน ราคาหุ้นพุ่งจากราคาจองเกือบเท่าตัว สะท้อนข่าวการเข้าซื้อผลิตภัณฑ์ “ไบเล่” พร้อมสูตรการผลิต
บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป (ICHI) สร้างสถิติหุ้นน้องใหม่ที่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ไม่ถึงเดือน ราคาหุ้นพุ่งจากราคาจองเกือบเท่าตัว สะท้อนข่าวการเข้าซื้อผลิตภัณฑ์ “ไบเล่” พร้อมสูตรการผลิต
คำถามในตลาดหุ้นตอนนี้ก็คือ ราคาหุ้นพุ่งมากเกินไปหรือไม่ ทั้งที่ยังไม่มีความชัดเจนถึงผลตอบแทนจากการลงทุนที่คาดว่าจะได้รับ
ความสงสัยของนักลงทุนสะท้อนจากราคาหุ้น ICHI ที่ดิ่งหนักเป็นครั้งแรกเมื่อวันศุกร์ที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมาถึง 9.41% หรือ 2.40 บาท มาปิดที่ 23.10 บาท
ในขณะที่ “ตัน ภาสกรนที” ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร ICHI มั่นใจในความเป็นนักการตลาดของตัวเองว่าจะสามารถนำแบรนด์ ไบเล่ พร้อมลิขสิทธิ์ขายใน 16 ประเทศ ไปได้ไกลกว่าที่ตลาดคิด
หุ้น ICHI เพิ่งเข้าซื้อขายใน ตลท.เมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา ในราคาเสนอขายประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) หุ้นละ 13 บาท ใช้เวลาไม่ถึงเดือนราคาหุ้นพุ่งขึ้นเหนือราคาไอพีโอถึงเท่าตัว โดยเคลื่อนไหวระหว่าง 16.10-25.50 บาท
นักเก็งกำไรชื่นชอบหุ้นนี้มาก เพราะมีคนเข้าไปซื้อขายกันมากจนราคาพุ่งไม่หยุด แม้โรงงานผลิตอิชิตันเฟส 2 ที่บริษัทเคยแจ้งว่าจะนำเงินที่ระดมทุนใน ตลท.ส่วนหนึ่งไปสร้างจะถูกสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ตีกลับให้ไปตรวจสอบข้อมูลรายละเอียด หุ้นนี้ก็ยังไม่สะท้าน
จนกระทั่ง ตลท.ต้องเข้าไปตรวจสอบว่ามีการเก็งกำไรกันหรือไม่ ก่อนที่บริษัทจะประกาศซื้อกิจการไบเล่ในที่สุด
ตัน กล่าวว่า แผนธุรกิจของบริษัทต้องการสร้างรายได้ให้เติบโตมากยิ่งขึ้น ด้วยการสร้างขาธุรกิจใหม่ๆ นอกเหนือจากชาเขียวพร้อมดื่ม โดยในระยะ 3-5 ปีข้างหน้านี้ ตลาดชาจะเริ่มขยายตัวช้าลง คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตได้เพียง 10-20% ต่อปี หลังจากฐานตลาดที่ใหญ่ขึ้นจากในปีที่ผ่านมามีมูลค่า 1.65 หมื่นล้านบาท
การเข้าซื้อกิจการไบเล่ บริษัทใช้งบประมาณ 240 ล้านบาท แบ่งเป็นซื้อแบรนด์และลิขสิทธิ์น้ำผลไม้ไม่อัดก๊าซยี่ห้อ “ไบเล่” จากแคลิฟอร์เนีย งบ 80 ล้านบาท สำหรับทำตลาดในไทย และอีก 150 ล้านบาท ซื้อลิขสิทธิ์ทำตลาด 16 ประเทศ ขณะเดียวกันคณะกรรมการอนุมัติ 244 ล้านบาท ซื้อที่ดินเพิ่ม 20 ไร่ ที่โรงงานนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ และงบอีก 1,200 ล้านบาท สร้างโรงงานใหม่ในปี 2559-2560
แม้ตลาดมองว่าไบเล่เป็นแบรนด์ที่ตายแล้ว แต่ตันเชื่อว่าด้วยความเป็นนักการตลาดมือฉมังของเขาจะปลุกแบรนด์นี้ให้ฟื้นขึ้นมาได้ ด้วยจุดเด่นที่มีลิขสิทธิ์วางขายได้ถึง 16 ประเทศ
บริษัทวางเป้ารุกน้ำผลไม้ 1.2 หมื่นล้านบาท ในตลาดล่างที่มีสัดส่วน 40% ของตลาด โดยไบเล่เป็นน้ำส้ม 10% ชนกับกรีนสปอต ฟรุตซ่าของบริษัท โออิชิ กรุ๊ป (OISHI)
แบรนด์ไบเล่อยู่ในไทยมา 40 ปี แต่หยุดทำตลาดไป 20 ปี “มารุต บูรณะเศรษฐกุล” กรรมการผู้จัดการ OISHI ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชาเขียวโออิชิ กล่าวว่า การขยายธุรกิจของคู่แข่งไม่ได้สร้างผลกระทบให้กับธุรกิจเครื่องดื่มของโออิชิ ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีเครื่องดื่มน้ำผลไม้ฟรุตซ่าเป็นสินค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่เริ่มทดลองทำตลาดเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา
“อภิศักดิ์ ลิ้มธำรงกุล” นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี มีมุมมองว่า ราคาหุ้นของ ICHI สะท้อนการเข้าซื้อไบเล่มากจนเกินไป โดยยังไม่มีความชัดเจนถึงผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ
“หากได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นต้องใช้เวลาสร้างโรงงานถึง 14 เดือน ทำให้ราคาหุ้นปัจจุบันแพงเทียบค่าเฉลี่ยของกลุ่มและเต็มมูลค่าจากมูลค่าพื้นฐานมาก”
ดิษฐนพ วัธนเวคิน นักวิเคราะห์การลงทุน บล.เคเคเทรด มองว่า ตลาดให้น้ำหนักต่อการเติบโตจากการซื้อแบรนด์ไบเล่มากจนเกินไป ทั้งที่การลงทุนนี้ยังไม่ส่งผลต่อผลประกอบการปีนี้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะต้องใช้เวลาสร้างโรงงานและทำการตลาดไบเล่ใหม่ และมูลค่าเพิ่มที่ ICHI จะได้จากการลงทุนดังกล่าวไม่น่าจะทำให้มูลค่าที่เหมาะสมสูงเท่าราคาหุ้นในขณะนี้
ดิษฐนพเชื่อว่า ไบเล่จะเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง โดย ICHI จะมีไลน์สินค้าที่หลากหลายมากขึ้น ช่วยกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพิงชาพร้อมดื่มและเพิ่มโอกาสในการเติบโตของยอดขายให้บริษัท แต่มีความเสี่ยงเนื่องจากการทำตลาดไบเล่ช่วงที่ผ่านมาของเจ้าของเดิมไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก และเกิดการชิงส่วนแบ่งการตลาดกันเองระหว่างชาเขียวอิชิตันและน้ำผลไม้ไบเล่
นอกจากนี้ ตลาดน้ำผลไม้ไม่ใช่ตลาดที่ผู้บริหาร ICHI มีความเชี่ยวชาญในการแข่งขัน
ตันชี้แจงว่า ภายในปีนี้จะนำแบรนด์ไบเล่เข้าไลน์การผลิตของ ICHI และจะวางขายในร้านค้าสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่นได้ประมาณสิ้นปี 2557
นอกจากนั้น ยังเชื่อว่าการลงทุนครั้งนี้จะถึงจุดคุ้มทุนก่อน 7 ปี ที่ที่ปรึกษาทางการเงินในการซื้อกิจการได้ประเมินไว้ โดยปีแรกไบเล่จะมียอดขายเข้ามา 200 ล้านบาท ปี 2558 เพิ่มเป็น 1,000 ล้านบาท และภายใน 4 ปี ที่ไบเล่สหรัฐก่อตั้งมาครบ 100 ปี คาดว่ายอดขายจะเพิ่มเป็น 2,500 ล้านบาท
“ปีหน้าตลาดน้ำผลไม้จะมีการแข่งขันที่ดุเดือดที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพราะการฟื้นของแบรนด์ไบเล่”
ทั้งนี้ “ตัน” มั่นใจว่าการขยายโรงงานชาเขียวอิชิตันเฟส 2 ไร้ปัญหา บริษัทได้ลงทุน 245 ล้านบาท ซื้อที่ดินเพิ่มเติมจำนวน 76 ไร่ ในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ เพื่อเตรียมขยายโรงงานเฟส 2 ขณะนี้อยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ ซึ่งบีโอไอพิจารณาอยู่ และขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับใบชา มั่นใจไม่มีปัญหาในการอนุมัติ ไม่ว่าจะเป็นโรงงานไทยหรือต่างชาติ
“ไม่มีเหตุผลที่บีโอไอจะไม่อนุมัติ เพราะผมไม่ได้ขอในสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในไทย ที่ผ่านมาก็เคยขอตั้งแต่สมัยทำโออิชิ เราปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อกำหนดทุกอย่าง มั่นใจไม่มีปัญหา”
โรงงานเฟส 2 จะเริ่มก่อสร้างอีก 2 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2560 หลังจากโรงงานที่มีผลิตเต็มกำลัง 1,000 ล้านขวด หรือ 100% และสามารถขยายพื้นที่ด้านข้างโรงงานที่ 1 อีก 400 ล้านขวด ปัจจุบันโรงงาน 1 ผลิตอยู่ 800 ล้านขวด ซึ่งสิ้นปีนี้เพิ่มอีก 200 ล้านขวด ณ สิ้นปีจะมีกำลังผลิตเต็มกำลัง
“การลงทุนทั้งหมด 1,780 ล้านบาท ในโรงงานเฟส 2 ยังไม่เกิดในปีนี้ เป็นการขอเผื่อไว้อีก 2 ปีข้างหน้า หลังจากกำลังผลิตโรงงาน 1 เต็มกำลังและขยายพื้นที่ด้านข้างแล้ว 1,400 ล้านขวด การลงทุนซื้อไบเล่ไม่ใช้เงินกู้หรือเงินเพิ่มทุน แต่ใช้เงินจากธุรกิจ”
ถ้าจะลุยหุ้นนี้ต่อ ก็ต้องวัดใจกันแล้วว่านักเก็งกำไรมั่นใจใน “ตัน” มากน้อยเพียงใด กับราคาหุ้นที่วิ่งไปไกลจากพื้นฐานมากแล้ว







