
ลงทุนทองให้ยั่งยืน
ตลาดทองคำในช่วง 2 สัปดาห์ ราคาเคลื่อนตัวอยู่ในกรอบแคบระหว่าง 19,80019,990 บาทต่อบาททองคำ เรียกว่าเป็นการเคลื่อนตัวแบบไร้ทิศทาง โดยที่ราคาทองคำเคลื่อนไหวมาจากปัจจัยหลัก คือ เศรษฐกิจของสหรัฐ และการเมืองในระดับโลกของยูเครน
ตลาดทองคำในช่วง 2 สัปดาห์ ราคาเคลื่อนตัวอยู่ในกรอบแคบระหว่าง 19,80019,990 บาทต่อบาททองคำ เรียกว่าเป็นการเคลื่อนตัวแบบไร้ทิศทาง โดยที่ราคาทองคำเคลื่อนไหวมาจากปัจจัยหลัก คือ เศรษฐกิจของสหรัฐ และการเมืองในระดับโลกของยูเครน
ปรากฏว่าตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐนั้นออกมาค่อนข้างดี โดยรวมนั้นกดดันให้ราคาทองคำมีทิศทางขาลงและค่าเงินเหรียญสหรัฐเองมีความแข็งแกร่งขึ้น ในขณะที่ความตึงเครียดในยูเครนก็ยังคงเกิดขึ้น และไม่สามารถที่จะยุติได้ในเร็ววัน ผลักดันแรงซื้อในทองคำอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาทองคำเคลื่อนตัวในกรอบแคบระหว่าง 1,2901,310 เหรียญสหรัฐ
การวิเคราะห์ทางเทคนิค
จะเห็นได้ว่าภาพทางเทคนิคเริ่มเป็นลักษณะของการเคลื่อนตัวแคบ ไร้ทิศทาง ระหว่าง 1,2901,310 เหรียญสหรัฐ ซึ่งโอกาสที่จะมีการ Break Out ในปลายสัปดาห์หน้าน่าจะมีสูง ตลาดคงต้องรอข่าวใหม่ที่อาจผลักดันให้เกิดทิศทาง หรือเคลื่อนตัวให้มีทิศทางที่ชัดเจนต่อไป
การลงทุนอย่างยั่งยืน
การลงทุนในทองคำมีความดึงดูดและน่าสนใจในฐานะเป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพในระดับหนึ่งและในท่ามกลางที่เศรษฐกิจเกิดภาวะผันผวนภายใต้ภาวะการเมืองของไทยที่ยังคงคุกรุ่นในเวลานี้
อย่างไรก็ดี การกำหนดกลยุทธ์ในการลงทุนดูจะมีความสำคัญมากขึ้น กลยุทธ์ที่เปลี่ยนแปลงไปสำหรับการลงทุนนั้น ก็คือ การลงทุนในระยะที่สั้นลง เนื่องจากราคามีการแกว่งตัวผันผวนไปตามสภาพข่าวที่เข้ามา จึงนับว่ากลยุทธ์การลงทุนแบบระยะสั้นดูจะมีความสำคัญและเป็นแนวทางที่ดี เหมาะกับนักลงทุนเพราะนักลงทุนไม่ต้องถือครองยาว เพียงแต่ว่าจะต้องมีเวลาใกล้ชิดกับการเคลื่อนไหวของราคาทองคำมากขึ้นเป็นรายวัน หรือภาษานักลงทุนเรียกว่าเข้าใจในความเสี่ยงและรับความเสี่ยงได้
ประการที่สองของการลงทุนที่ดี คือ การบริหารเงินลงทุนเหมาะสม หมายความว่า การบริหารเงินลงทุนที่เหมาะสมในที่นี้ ก็คือ เนื่องจากการลงทุนในระบบ Gold Futures นั้นมีการใช้เม็ดเงินลงทุนที่เริ่มต้น หรือ Margin ในจำนวนเงินที่น้อย และสามารถถือมูลค่าทองคำได้เต็ม ดังนั้น การเข้าใจในการบริหารเงินลงทุนให้เหมาะสมกับสภาพความเสี่ยง จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างต่อเนื่องโดยนักลงทุนที่ประสบภาวะขาดทุนและจำเป็นที่จะต้องออกจากตลาด
เรามาดูว่าข้อผิดพลาดหลักที่นักลงทุนนั้นยังคงมี ก็จะมีดังต่อไปนี้ ประการแรก คือ นักลงทุนมักจะพยายามซื้อหรือขายเฉลี่ยเมื่อเกิดภาวะขาดทุน การทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่ผิดพลาดอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนทั่วไป กลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับนักลงทุนอย่างยั่งยืนหรือชาญฉลาดใช้ ก็คือ การที่จะไม่ใช้ Leverages มากนัก แบบที่มากเกินไป ดังนั้น การใช้ Margin ที่เหมาะสมตามสภาพตลาดนั้นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อราคาเคลื่อนตัวไปในทิศทางตรงกันข้ามกับสถานะที่เราถือครองอยู่
ในสภาวะตลาดแบบนี้โดยทั่วไปมักจะใช้ Margin จนหมด และหมายความว่าพอร์ตที่ลงทุนจะทนกับสภาพการแกว่งของตลาดได้จนกลับมาเป็นกำไรก็ได้ ดังนั้น การรู้จักการบริหารการลงทุนที่เหมาะสมจะหลีกเลี่ยงการซื้อหรือขายเฉลี่ยเพิ่มเข้าไปเยอะ จึงเป็นเรื่องที่เสี่ยง
ประการที่สอง คือ การใช้ Leverages สูงจนเกินไป การที่นักลงทุนใช้ Leverages ที่สูงมาก จึงเป็นเรื่องที่นักลงทุนจำเป็นที่ต้องระมัดระวัง เราจะพบบ่อยว่า นักลงทุนที่ประสบความล้มเหลวมักจะใช้อัตรา Leverages มากกว่า 5 เท่าขึ้นไป หรือโดยเฉลี่ยทั่วไปใช้ประมาณ 1012 เท่าเลยทีเดียว ภาษานักลงทุน คือ Leverages เต็มพอร์ตและไม่สามารถมีเงินเพิ่มเติมเมื่อราคาแกว่งตัวไปในสภาวะที่ผิดปกติ
ประการที่สามของการผิดพลาด ก็คือ ไม่สามารถหยุดสภาวะขาดทุนในขณะที่ลงทุนและเวลาที่เหมาะสม การหยุดสภาวะขาดทุนดูจะเป็นเรื่องค่อนข้างยาก แต่เป็นวินัยการลงทุนแบบที่นักลงทุนควรที่จะจดจำและหาวิธีที่จะปฏิบัติหรือเป็นกฎที่จะต้องทำให้ได้ในจังหวะที่เหมาะสม หมายความว่า การตัดขาดทุนที่เราเรียกว่า Stop Loss นั้น จำเป็นจะต้องหยุดสภาวะขาดทุนที่จะต้องไม่ต่ำเกินไปหรือสูงเกินไป
ประการที่สี่ คาดหวังทางกำไรหรือวางเป้าหมายสูงจนเกินไปและไม่ใช่หรือเหมาะสมกับสภาวะตลาดที่เป็นอยู่







