posttoday
ท็อปส์ลุยโอนแบรนด์จัดทัพสินค้าเพิ่มรายได้

ท็อปส์ลุยโอนแบรนด์จัดทัพสินค้าเพิ่มรายได้

15 พฤษภาคม 2557

ตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล เปิดตัวสินค้าโอนแบรนด์ หรือสินค้าแบรนด์ของตัวเอง

โดย...จะเรียม สำรวจ

ตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล เปิดตัวสินค้าโอนแบรนด์ หรือสินค้าแบรนด์ของตัวเอง เข้าทำตลาดในประเทศไทย ได้มีการพัฒนาคุณภาพสินค้าและบรรจุภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยมาอย่างต่อเนื่องและมากที่สุด

จากแนวทางการดำเนินธุรกิจดังกล่าว ส่งผลให้ปัจจุบัน บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล มีสินค้าโอนแบรนด์เข้าทำตลาดทั้งหมด 5 แบรนด์ ประกอบด้วย แบรนด์คุกกิ้ง ฟอร์ฟัน มีสินค้าจำหน่ายจำนวน 250 รายการ แบรนด์มาย ช้อยส์ 600 รายการ แบรนด์ท็อปส์ 1,300 รายการ แบรนด์ถูกใจ 170 รายการ และแบรนด์สมาร์ทเตอร์กว่า 60 รายการ

ขณะเดียวกัน ล่าสุดได้เปิดตัวแบรนด์น้องใหม่ “มาย ช้อยส์ ไทย” จำนวน 250 รายการ เข้ามาทำตลาดเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มสินค้าโอนแบรนด์

นิค ไรท์ไมเออร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายจัดซื้อสินค้าโอนแบรนด์ และพรีเมียม ฟอร์แมต บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ผู้บริหารร้านเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์, ท็อปส์ เดลี่, ซูเปอร์คุ้ม และซูเปอร์คุ้มขายส่ง กล่าวว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจสินค้าโอนแบรนด์ของบริษัท นับจากนี้ยังคงเดินหน้าพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันผู้บริโภคชาวไทยให้การตอบรับสินค้าโอนแบรนด์มากขึ้น

แนวโน้มดังกล่าวเห็นได้จากอัตราการเติบโตกลุ่มสินค้าโอนแบรนด์ของบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ที่มียอดขายเติบโตต่อปีไม่ต่ำกว่า 2530% ซึ่งจากการเติบโตที่ดีและต่อเนื่องดังกล่าว ส่งผลให้มีสัดส่วนรายได้จากกลุ่มสินค้าโอนแบรนด์เพิ่มขึ้นทุกปี และในปีนี้คาดว่าจะมีสัดส่วนรายได้จากสินค้าโอนแบรนด์เพิ่มเป็น 10% จากปีก่อนที่มีสัดส่วนเพียง 7% เท่านั้น

กลยุทธ์ที่บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จะนำมาใช้ในการทำตลาดสินค้าโอนแบรนด์ปีนี้ แบรนด์ที่เป็นเรือธงน่าจะเป็น มาย ช้อยส์ ไทย แบรนด์สินค้าน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวเข้ามาทำตลาดเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เพราะหลังจากนำสินค้าเข้าทำตลาดปรากฏว่าได้ผลการตอบรับเป็นอย่างดีทั้งจากลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ

จากผลการตอบรับที่ดีดังกล่าว ส่งผลให้ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล เตรียมใช้งบกว่า 30 ล้านบาท ทำกิจกรรมทางการตลาดแบรนด์ มาย ช้อยส์ ไทย โดยในส่วนของสินค้าที่นำมาจำหน่ายส่วนใหญ่คัดเลือกมาจากผู้ผลิตสินค้าโอท็อปที่มีคุณภาพและเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงจากแต่ละจังหวัดทั่วประเทศไทย

ขณะที่กลยุทธ์การทำตลาดสินค้าแบรนด์ดังกล่าวได้มีการแบ่งสินค้าออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.สินค้าบริโภคประเภทขนมขบเคี้ยว ผลไม้แปรรูป 100 รายการ เช่น มะขามแปรรูป กล้วยแปรรูป สตรอเบอร์รีฟรีซดราย และทองม้วน เป็นต้น 2.จะเป็นสินค้ากลุ่มสปา จำนวน 150 รายการ แบ่งออกเป็น 5 หมวด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เพื่อเส้นผม ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด กลุ่มสปา และกลุ่มอโรมา

สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์ มาย ช้อยส์ ไทย จะเน้นไปที่กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติเพื่อซื้อกลับไปเป็นของฝาก ซึ่งหลังจากเริ่มทำตลาดในช่วงต้นปีที่ผ่านมา พบว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และฮ่องกง ให้ความสนใจซื้อเป็นของฝากจำนวนมาก

นอกจากนี้ ผลการตอบรับที่ดีดังกล่าวยังส่งผลให้ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล มีแผนที่จะขยายตลาดกลุ่มสินค้าดังกล่าวไปยังตลาดต่างประเทศทั้งในแถบเอเชีย ยุโรป ซึ่งประเทศที่อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อนำสินค้าเข้าไปทำตลาดในขณะนี้ ประกอบด้วย ฮ่องกง สิงคโปร์ อังกฤษ เยอรมนี และเดนมาร์ก เป็นต้น

จากการออกมาเปิดตัวสินค้าใหม่ในกลุ่มโอนแบรนด์เข้าทำตลาดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาพรวมผลการดำเนินงานสินค้าโอนแบรนด์ของบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 50% ซึ่งหากประเทศไทยไม่มีปัจจัยลบทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง บริษัทคาดว่าจะมียอดขายมากกว่านี้ เพราะผู้บริโภคคนไทยให้การยอมรับสินค้าโอนแบรนด์มากขึ้น

นิค กล่าวอีกว่า สิ้นปีนี้บริษัทตั้งเป้าจะมีรายได้จากกลุ่มสินค้าโอนแบรนด์อยู่ที่ 2,000 ล้านบาท เติบโต 25% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีรายได้ 1,600 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราส่วนยอดขายที่ 10% ของรายได้รวมบริษัท ซึ่งถือเป็นสัดส่วนรายได้ที่สูงกว่าภาพรวมตลาดสินค้าโอนแบรนด์ของห้างค้าปลีกที่ปัจจุบันมีสัดส่วนเพียง 3% ของรายได้รวมค้าปลีก

นอกจากให้ความสำคัญกับการทำตลาดสินค้าโอนแบรนด์แล้ว บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ยังคงเดินหน้าขยายสาขาซูเปอร์มาร์เก็ตในเครืออย่างต่อเนื่อง ซึ่งปีนี้มีแผนจะเปิดเพิ่มอีกประมาณ 3-4 สาขา ภายใต้งบลงทุนรวม 800-1,000 ล้านบาท ซึ่งในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาเปิดให้สาขาใหม่ไปแล้ว 14 สาขา แบ่งเป็น ท็อปส์ มาร์เก็ต 3 สาขา ท็อปส์ เดลี่ 2 สาขา อีไทย 1 สาขา ซูเปอร์คุ้ม 5 สาขา และซูเปอร์คุ้มขายส่ง 3 สาขา ส่งผลให้ปัจจุบันมีจำนวนร้านที่เปิดให้บริการทั้งหมดทุกรูปแบบรวม 129 สาขา

แนวทางการดำเนินธุรกิจดังกล่าว บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล มั่นใจว่าปีนี้จะสามารถกวาดรายได้รวมทั้งปีให้มีอัตราการเติบโตตามเป้าหมายได้ที่ 8-10% แม้ว่าขณะนี้สถานการณ์บ้านเมืองและเศรษฐกิจจะไม่เอื้อต่อการขยายธุรกิจและทำการตลาดก็ตาม

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่