
"พิพิธ"เปิดกลยุทธ์นำลูกค้ากสิกรลุยจีน-เออีซี
แม้ว่าจะเผชิญแรงกระเพื่อมหลายระลอก ทั้งหนี้รัฐบาลท้องถิ่นที่พุ่งสูงกว่า 93 ล้านล้านบาท ไปจนถึงปัญหาธนาคารเงา
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
แม้ว่าจะเผชิญแรงกระเพื่อมหลายระลอก ทั้งหนี้รัฐบาลท้องถิ่นที่พุ่งสูงกว่า 93 ล้านล้านบาท ไปจนถึงปัญหาธนาคารเงา และการผิดนัดชำระหนี้ขึ้นเป็นครั้งแรกของภาคเอกชน จนส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจต้องชะลอตัวลงครั้งใหญ่ในรอบทศวรรษ ทว่า คงไม่มีใครปฏิเสธเช่นกันว่า “จีน” ในวันแห่งความท้าทายเช่นนี้ ก็ยังคงเป็น “โอกาส” ชั้นเยี่ยมของธุรกิจทุกแขนง โดยเฉพาะในวันที่จีนและอาเซียนมีมูลค่าการค้าระหว่างกันพุ่งทะยานไปกว่า 14 ล้านล้านบาท
พิพิธ เอนกนิธิ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย มองว่า จีนยังคงเป็นพื้นที่แห่งโอกาสเสมอ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในแผ่นดินใหญ่เท่านั้น แต่กำลังกระจายผ่านการลงทุนหลายช่องทางใน 10 ประเทศอาเซียนวันนี้ ซึ่งกสิกรไทยได้เร่งปรับทัพรับโอกาสนี้ด้วยการเร่งขยายสาขาผู้แทนทั้งในกลุ่มอาเซียนและในจีน รวมถึงเดินหน้าความพยายามที่จะตั้งธนาคารท้องถิ่น (Local bank) ขึ้นเป็นแห่งแรก
“เดิมทีเราวางแผนไว้ในปี 2558 ซึ่งยังต้องขึ้นอยู่กับทางการจีน การลงทุนในจีนนั้นเราไม่ได้มองระยะสั้น ผมไม่ได้สนใจแค่จีดีพี แต่เรามองยาว ไม่อย่างนั้นเราไม่ลงทุนไปขนาดนี้ และถ้ามองในอนาคตเราก็เห็นว่าจีนยังไปได้ดีอยู่ ซึ่งในระหว่างนี้ถ้ามีการปฏิรูปการเงินขึ้นและทำได้เรียบร้อย ก็จะยิ่งดีต่ออนาคต” ผู้กุมบังเหียนสายงานธุรกิจข้ามประเทศ กล่าว
พิพิธ ซึ่งเป็นผู้นำทีมกสิกรไปบุกเบิกในจีนจนมีสาขาผู้แทนทั้งในปักกิ่ง คุนหมิง และเซี่ยงไฮ้ เชื่อว่า การขยับตัวหลายอย่างของจีนภายหลังการเปลี่ยนขั้วอำนาจของผู้นำรุ่นที่ 5 นำโดยประธานาธิบดี สีจิ้นผิง และนายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง นั้น ไม่ใช่สัญญาณร้ายที่เศรษฐกิจจีนจะดิ่งลงหัวปักแบบฮาร์ด แลนด์ดิง หากแต่เป็นข่าวดีของ “การส่งสัญญาณเพื่อปฏิรูปและเปิดเสรี” ของผู้นำใหม่จีน เพื่อนำพาประเทศไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งแน่นอนว่าย่อมเป็นข่าวดีสำหรับเพื่อนบ้านและประเทศคู่ค้าอย่างไทยด้วย
“การขยายช่วงเงินหยวนจาก 1% เป็น 2% ซึ่งบางคนอาจมองว่าเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการค้าของจีนเองนั้น ส่วนหนึ่งอาจจะใช่ แต่ก็ไม่ได้มีมิติเดียว จากที่ผมจับตามองก็คือ นี่เป็นสัญญาณเรื่องการเปิดเสรีและปฏิรูป ซึ่งการส่งสัญญาณนั้นถือเป็นเรื่องที่จำเป็นมากในจีน เพราะคนจีนไม่ได้ตามกฎหมาย แต่ตามนโยบาย อะไรก็ตามที่เป็นการส่งสัญญาณ เป็นวิธีที่เวิร์กที่สุดในจีน และเขายังต้องการสอนคนของตัวเองเรื่องการแข่งขันแบบแฟร์เพลย์ในเวทีโลกด้วย” พิพิธ กล่าว
ที่จีนเองนั้นมีการวิเคราะห์กันว่า หากจีดีพีโตต่ำกว่า 7% จะก่อปัญหาใหญ่ต่อการจ้างงาน และจะนำไปสู่ปัญหาความไม่สงบในสังคม ซึ่งจีนจะไม่ยอมให้เกิดขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีพันธกรณีที่ต้องสร้างงานปีละประมาณ 11 ล้านคน ขณะที่ภาคเอสเอ็มอีนั้นมีผลิตผลทางเศรษฐกิจราว 60% แต่จ้างงานกว่า 80% รัฐบาลจึงไม่สามารถปล่อยให้เอสเอ็มอีได้รับผลกระทบหนักได้ เพราะคนสร้างงานอยู่ตรงนี้ จีดีพีก็อยู่ตรงนี้
ทั้งนี้ เมื่อจีนเปลี่ยนแปลงไป ทางธนาคารก็ต้องปรับตัวตาม เช่น ลดเป้าสินเชื่อ และหันมาทำเรื่องซัพพลายเชนระหว่างไทยจีนแทน ซึ่งยังต้องมีการทบทวนแผนอีกรอบ หรือต้องยืดหยุ่นรับสถานการณ์
การส่งสัญญาณเช่นนี้ยังทำให้คู่ค้าอย่างไทยต้องจับตาให้ดีเช่นกัน โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ทุกคนก็ต้องหาวิธีการป้องกันความเสี่ยง จากที่ทำอยู่แล้ว วันนี้ยิ่งต้องทำมากขึ้น โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการขยายช่วงเงินที่ทำให้ค่าเงินผันผวนมากขึ้น แม้ทุกวันนี้การค้าระหว่างไทยจีน จะยังใช้เงินหยวนอยู่น้อยมาก แต่ต้องไม่ลืมว่าเงินเหรียญสหรัฐก็ผันผวนไปด้วยเช่นกัน ซึ่งในอนาคตคาดว่าจะมีการหันมาใช้หยวนกันมากขึ้น
“ลูกค้าของกสิกรเองก็ยังถือว่าใช้หยวนน้อยอยู่ แต่ว่าเรามีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ราว 50% เราทำเรื่องนี้มานาน ตอนนี้เงินหยวนกำลังขึ้นมาเร็วมาก เมื่อเงินเหรียญสหรัฐผันผวนสูง คนที่ทำการค้ากับจีนจึงต้องหาทางออกกันมากขึ้น วันนี้บริษัทขนาดใหญ่เริ่มเดินมาหาธนาคารเองแล้ว จากเดิมที่ธนาคารต้องเดินไปหาลูกค้า ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมหยวนจึงจะมา” พิพิธ กล่าว
นอกจากจีนแล้ว โอกาสในอาเซียนก็เป็นสิ่งที่กสิกรไม่อาจมองข้ามได้ในขณะที่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2558 ซึ่งทำให้กสิกรไทยต้องปรับทัพด้วยการควบรวบหน่วยย่อยขยายใหญ่เป็นสายงานธุรกิจข้ามประเทศ โดยเน้นกลุ่มอาเซียน+3 ที่รวมจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ไปเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา
กรณีการเน้นย้ำจุดใดเป็นพิเศษในเออีซีนั้น ต้องขึ้นอยู่เป็นรายประเทศไป หลังจากนั้นจึงดูโอกาสทางธุรกิจในตลาดใหม่ (New Business Frontier) ซึ่งเป็นสิ่งที่ธนาคารไม่เคยมองมาก่อน รวมถึงต้องดูการค้าชายแดน เพราะเรามีชายแดนที่คึกคักและโตเร็วมาก นอกจากนี้ ยังต้องดูเรื่องการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ซึ่งจุดนี้จะเป็นจีนกับญี่ปุ่นเป็นหลัก
ขณะนี้กสิกรมีสาขาผู้แทนในพม่า และกำลังจะเปิดที่เวียงจันทน์ รวมทั้งจะเปิดเพิ่มในปีนี้ที่จาการ์ตา พนมเปญ โฮจิมินห์ ซิตี และฮานอย โดยจะเน้นทั้งธุรกิจระหว่างประเทศ และขยายถึงกลุ่มบวก 3 ด้วย
“การลงทุนโดยตรงที่มาเมืองไทยเราจะโฟกัสไปที่ 3 ประเทศนี้เป็นหลัก เพื่อรองรับการลงทุนที่เข้ามาเมืองไทย ถ้านักลงทุนเหล่านี้ขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เราก็จะโฟกัสไปรองรับพวกเขา ขณะเดียวกัน หากนักลงทุนไทยอยากจะขยายออกไป เราก็ตามไปรองรับถึงที่เช่นกัน” พิพิธ กล่าวทิ้งท้ายถึงการปรับตัวรับโลกที่เปลี่ยนไปเร็ว จนอาจตามไม่ทันหากขยับตัวช้ากว่าใคร







