posttoday
เซ็นทรัลเลื่อนกองรีท

เซ็นทรัลเลื่อนกองรีท

25 มีนาคม 2557

ไปต้นปีหน้าการเมืองพ่นพิษโรงแรมมุ่งหารายได้ต่างประเทศลดความเสี่ยง

ไปต้นปีหน้าการเมืองพ่นพิษโรงแรมมุ่งหารายได้ต่างประเทศลดความเสี่ยง

CENTEL เลื่อนตั้งกองรีทไปต้นปีหน้า การเมืองกดดัน มุ่งลงทุนโรงแรมนอก สร้างรายได้ 25-30%

นายรณชิต มหัทธนะพฤทธิ์ รองประธานอาวุโสฝ่ายการเงินและบริหาร บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) เปิดเผยว่า บริษัทเลื่อนการจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (รีท) มูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาทไปเป็นต้นปี 2558 หลังจากเลื่อนการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) จากต้นปีนี้ไปเป็นครึ่งปีหลัง จากผลกระทบด้านการเมือง เพราะกองนี้จะใช้โรงแรมทั้งในและต่างประเทศจำนวน 45 แห่งมาขายเข้ากอง

ธุรกิจโรงแรมขณะนี้ได้ปรับลดคาดการณ์อัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั้งปีนี้ลงเหลือ 70-80% จากเดิมที่มองไว้ 81-82% โดยในปีนี้จะออกโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขาย และร่วมกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวเพื่อเผยแพร่ข้อมูลการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

อย่างไรก็ตาม ยังคงมั่นใจเรื่องกำไรสุทธิปีนี้น่าจะดีขึ้นจากปีก่อนที่ทำได้ 1,322 ล้านบาท และรักษาอัตรากำไรสุทธิให้ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 7.52% โดยใช้กลยุทธ์บริหารต้นทุนรวมและลด ค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพ เน้นการ บริหารจัดการต้นทุนบุคลากรที่เป็นต้นทุนสูงสุด ขณะที่ธุรกิจอาหารจะมีต้นทุนสินค้าสูงสุด รวมถึงต้นทุนค่าไฟฟ้า

ขณะที่รายได้รวมในปีนี้วางเป้าหมายไว้ที่ประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 10% มาจากโรงแรมในมัลดีฟส์ที่มีการเติบโตดี ซึ่งในปีนี้จะมีสัดส่วนต่อรายได้ของธุรกิจโรงแรมเพิ่มเป็น 18% จากปีก่อนที่ 15%

“การยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เริ่มส่งสัญญาณบวกมากขึ้นในธุรกิจโรงแรม โดยเฉพาะลูกค้าจากต่างประเทศที่เริ่มกลับเข้ามาทั้งจากยุโรปและสหรัฐ ซึ่งน่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน เพื่อให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ”

นายรณชิต กล่าวต่อว่า ในปี 2557 ตั้งงบลงทุนรวมไว้ที่ประมาณ 1,800-1,900 ล้านบาท เพื่อใช้ปรับปรุงธุรกิจโรงแรมและอาหาร 1,200 ล้านบาท ใช้ลงทุนโรงแรมใหม่แบรนด์โคซี่จำนวน 2 แห่ง มูลค่า 254 ล้านบาท ส่วนที่เหลือรองรับโอกาสในการขยายกิจการ และอยู่ระหว่างการศึกษาสร้างโรงแรมเพิ่มอีก 1 แห่งที่ชะอำ

ในปีนี้บริษัทมีการเซ็นสัญญารับจ้างบริหารโรงแรมเพิ่มอีก 810 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นโรงแรมต่างประเทศ ปัจจุบันมีโรงแรมที่เป็นทั้งเจ้าของและรับบริหารทั้งสิ้น 43 แห่ง มีแบรนด์ธุรกิจอาหาร 12 แบรนด์ รวม 743 สาขา คาดว่าปีนี้จะมีแบรนด์ธุรกิจอาหารเพิ่มอีก 1 แบรนด์

ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อ เข้าซื้อกิจการธุรกิจโรงแรมต่างประเทศจำนวน 3 แห่ง ซึ่งเป็นประเทศในเอเชียที่การท่องเที่ยวมีแนวโน้มเติบโตสูง

ทั้งนี้ บริษัทมีความพร้อมในด้านเงินลงทุน ซึ่งในปีนี้จะมีเงินสดที่ได้จากกำไรก่อนหักภาษี ค่าเสื่อมและดอกเบี้ยจ่าย (อีบิตดา) อยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท อีกทั้งยังมีความสามารถกู้เงินเพิ่มจากสถาบันการเงิน โดยหากดูหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ย ณ สิ้นปี 2556 อยู่ที่ 11,455 ล้านบาท คิดเป็นอัตราหนี้สินต่อทุน (ดีอี) ที่ต่ำเพียง 1 เท่า

สำหรับแผนขยายธุรกิจอาหารออก ไปต่างประเทศจะใช้แบรนด์ที่มีอยู่เน้นออกไปในประเทศกลุ่มลุ่มน้ำโขงเพราะยังเชนร้านอาหารเข้าไปเปิดน้อย โดยขณะนี้เริ่มมีพันธมิตรในลาวและพม่าเริ่มติดต่อเข้ามา

“บริษัทพยายามรักษาวินัยทางการเงินไม่เร่งลงทุนมากเกินไป เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนเรื่อยๆ ผันผวนมาก เริ่มกังวลว่าจีนจะมีปัญหาแม้ประเทศในยุโรปเริ่มฟื้นก็ตาม ดังนั้น การออกไปต่างประเทศระมัดระวัง ส่วนใหญ่ช่วงแรกจะเข้าไปร่วมทุนก่อน แล้วรับจ้างบริหารราว 23 ปี เพื่อเรียนรู้ตลาด ถ้ามีโอกาสจะขอซื้อกิจการซึ่งต้องมีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) อย่างน้อย 15% ถ้าประเทศที่มีความเสี่ยงก็ต้องได้ถึง 2530%”นายรณชิต กล่าว

สถานการณ์การเมืองที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่เดือน ต.ค. 2556 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรมอย่างชัดเจน โดยในปีที่ผ่านมา บางโรงแรมถึงกับขาดทุนสุทธิ เนื่องจากปลายปีที่เป็นช่วงไฮซีซั่นลูกค้าต่างชาติไม่กล้าเดินทางมาทำธุรกิจและท่องเที่ยวเมืองไทย โดยCENTEL มีกำไรสุทธิ 1,321 ล้านบาท ลดลง 273 ล้านบาท หรือประมาณ 17% เทียบกับปี 2555ที่มีกำไรสุทธิ 1,595 ล้านบาท ส่วนปีนี้ธุรกิจโรงแรมยังเหนื่อยต่อไป แต่บางแห่งก็มีรายได้อาหารเข้ามาเสริม

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร