posttoday
"สแตนดาร์ดชาร์"ปรับกลยุทธ์ลุยตลาดใหม่ 5 ชาติลุ่มน้ำโขง

"สแตนดาร์ดชาร์"ปรับกลยุทธ์ลุยตลาดใหม่ 5 ชาติลุ่มน้ำโขง

20 มีนาคม 2557

โดย...ทีมข่าวการเงิน

โดย...ทีมข่าวการเงิน

สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดเขย่าโครงสร้างทางธุรกิจรุกตลาด 5 ประเทศลุ่มน้ำโขง หวังรองรับการขยายตัวทางการค้า การลงทุนและลูกค้าเศรษฐี

ปีเตอร์ แซนด์ส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เปิดเผยว่า จากการปรับแผนการเติบโตของธุรกิจในปีนี้โดยกำหนดโครงสร้าง 8 ภูมิภาค ธนาคารยังได้ปรับแผนการดำเนินธุรกิจใหม่ในกลุ่ม 5 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ ไทย เวียดนาม พม่า กัมพูชา และลาว ให้มีความร่วมมือและเชื่อมโยงทางธุรกิจระหว่างกันมากขึ้น ภายใต้แผน “เดอะ เกรทเตอร์ แม่โขง” (The Greater Mekong Region : จีเอ็มเอส) โดยมอบหมายให้ ลินค็อก ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจกลุ่มลุ่มน้ำโขงควบคู่ไปกับตำแหน่งซีอีโอของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย)

ซีอีโอของกลุ่มสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ซึ่งเดินทางเยือนไทยเนื่องในโอกาสครบรอบ 120 ปีของการก่อตั้งสาขาในประเทศไทย กล่าวว่า สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดจะใช้จุดแข็งจากการเป็นธนาคารระหว่างประเทศเพียงแห่งเดียว ที่มีสาขาหรือสำนักผู้แทนครบทั้ง 5 ประเทศในกลุ่มจีเอ็มเอส โดยสาเหตุที่หันมาให้ความสำคัญกับกลุ่มจีเอ็มเอสมากขึ้น เนื่องจากมองเห็นศักยภาพการเติบโตในระยะยาวบนฐานประชากรที่มีจำนวนถึง 230 ล้านคน จาก 600 ล้านคน ในกลุ่มอาเซียน รวมทั้งรายได้ต่อหัวของประชากรที่เพิ่มขึ้น ความต้องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของทุกประเทศ และโอกาสจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ซึ่งจะทำให้มีการค้าและการลงทุนระหว่างกันเพิ่มสูงขึ้น

“ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความสนใจในการขยายการลงทุนมายังภูมิภาคลุ่มน้ำโขงได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากปัจจัยด้านทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ รวมถึงแรงงานฝีมือและค่าแรงขั้นต่ำที่ยังถูก โดยเฉพาะในพม่า กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวมกันถึง 2.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 19% ของการลงทุนโดยรวมของอาเซียน” แซนด์ส กล่าว

ทั้งนี้ จากข้อมูลรายประเทศในปี 2556 ที่ผ่านมา พบว่า กลุ่มประเทศจีเอ็มเอสล้วนมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) เพิ่มขึ้นอย่างถ้วนหน้า โดยเวียดนามเพิ่งปรับตัวเลขเอฟดีไอปีก่อนหน้าเพิ่มขึ้น 36% จากปีก่อนหน้าไปอยู่ที่ 2.23 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และพม่ามีการลงทุนของต่างชาติอยู่ที่ 3,600 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่กลุ่มของอาเซียน 5 ประกอบด้วย มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และไทย นั้น ยังมีเอฟดีไอในปี 2556 รวมกันแซงหน้าจีนได้เป็นครั้งแรกที่มูลค่า 1.28 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อ 1.17 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันผลกำไรของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดมากกว่า 2 ใน 3 ล้วนมาจากสาขาในภูมิภาคเอเชีย

ขณะเดียวกัน ซีอีโอของกลุ่มสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ยังระบุว่า มูลค่าการค้าภายในอาเซียนปีที่ผ่านมายังมีการขยายตัวสูงขึ้นถึง 26% หรือคิดเป็นมูลค่า 3.23 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยคาดว่าการเติบโตของกลุ่มประเทศอาเซียนจะยังโดดเด่นต่อเนื่องในปีนี้ จากแรงหนุนของอุปสงค์จากต่างประเทศที่จะเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

สำหรับประเทศไทยนั้น แม้ว่าจะกำลังเผชิญกับปัญหาทางการเมือง แต่ก็ยังคงมีเสถียรภาพและมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง โดยมองว่าไทยยังมีความได้เปรียบด้านกำลังผลิตสูงที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในกลุ่มลุ่มน้ำโขง จึงถือเป็นโอกาสดีที่ไทยจะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางในการขยายธุรกิจเข้าไปยังอนุภูมิภาคนี้

แซนด์ส กล่าวด้วยว่า กลุ่มลูกค้าที่เป็นเป้าหมายในลุ่มน้ำโขงของธนาคารจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ 1.กลุ่มบริษัทข้ามชาติที่มีเครือข่ายในภูมิภาคนี้ 2.กลุ่มธุรกิจขนาดกลางทั้งในเอเชียและในอาเซียนเอง ที่มีแผนจะขยายการลงทุนและการค้า และ 3.กลุ่มลูกค้าบุคคลธนกิจ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมความมั่งคั่งในภูมิภาคนี้ โดยเชื่อว่าด้วยเครือข่ายสาขาใน 2 ประเทศ คือ ไทยและเวียดนาม ประกอบกับสำนักงานตัวแทนในอีก 3 ประเทศ ที่เหลือจะช่วยให้ธนาคารเหนือกว่าคู่แข่ง

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่