
ประธานฯ 'อารักษ์' เปิดใจ สิ่งที่ไทยคมต้องการ คือความเป้นธรรม
“
ถ้าถามว่าปัจจัยเสี่ยงของไทยคมขณะนี้คืออะไร บอกได้เลยว่า การเมืองถือเป็นความเสี่ยง เพราะไม่ว่าจะเกิดความเคลื่อนไหวใดๆ ทางการเมือง หรือเกิดการปฏิวัติ ไทยคมจะถูกยึดเป็นอันดับแรก ดังนั้น ขณะนี้สิ่งที่ไทยคมทำได้คือ ทำตามกฎหมาย ตามสัญญาสัมปทานกับภาครัฐ ซึ่งที่ผ่านมา ไทยคมก็ทำเช่นนี้มาโดยตลอด”นับเป็นการเปิดใจอย่างเป็นทางการครั้งแรกของ อารักษ์ ชลธาร์นนท์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม หลังตกเป็นจำเลยสังคมนานนับเดือน ตั้งแต่เกิดความวุ่นวายทางการเมือง ที่ไทยคมเข้าข่ายให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการระงับการเผยแพร่สัญญาณโทรทัศน์ของกลุ่มเสื้อแดง หรือพีทีวี เป็นเหตุให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ทบทวนสัญญาสัมปทานของไทยคม
ทั้งที่ในความเป็นจริง อารักษ์ บอกว่า ได้ให้ความร่วมมือทุกอย่าง โดยเฉพาะการแจ้งไปยังลูกค้าไทยคมในต่างประเทศ ก่อนที่จะได้รับจดหมายแจ้งอย่างเป็นทางการจากกระทรวงไอซีทีด้วยซ้ำ รวมทั้งจากที่หน่วยงานอื่นๆ เช่น ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ขอให้ดำเนินการ จึงไม่เข้าใจกับข่าวที่ออกมาว่าเหตุใดจึงดูเหมือนไทยคมไม่ให้ความร่วมมือ
อารักษ์ กล่าวว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายต่างๆ ได้ทำความเข้าใจกับทางกระทรวงไอซีทีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทาง ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.ไอซีที ก็เข้าใจดี และทำให้ไทยคมมั่นใจว่า สัมปทานของไทยคมจะไม่มีปัญหาใดๆ เพราะอนาคตของไทยคมขึ้นยู่กับการตัดสินใจของไอซีทีว่าจะดำเนินการอย่างไร เช่น จะให้ไทยคมยิงดาวเทียมดวงใหม่หรือไม่ แต่ทั้งนี้ เชื่อว่าการตัดสินใจของไอซีทีคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักอยู่แล้ว
ปัจจุบันไอซีทีสามารถให้สัมปทานกับเอกชนรายอื่นที่สนใจเข้ามาทำธุรกิจดาวเทียมได้ เพื่อรักษาสิทธิวงโคจรดาวเทียมที่รัฐบาลไทยได้รับการจัดสรรจากสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) 8 ตำแหน่ง ซึ่งขณะนี้ใช้อยู่ที่ 78.5 และ 120 องศาตะวันออก หากตำแหน่งใดไม่มีการใช้งาน ไอทียูสามารถยึดคืนได้
แม้ธุรกิจดาวเทียมจะไม่ถูกผูกขาดโดยไทยคมแล้ว แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เอกชนรายอื่นจะเข้ามาทำได้ เพราะสิ่งสำคัญในธุรกิจดาวเทียมไม่ได้อยู่ที่เงินทุน แต่คือบุคลากร
อารักษ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาไทยคมไม่เคยทำผิดสัญญา ตรงกันข้ามกลับช่วยภาครัฐดูแลและคอยแจ้งไปยังลูกค้าต่างประเทศขอความร่วมมือให้ช่วยเหลือทุกครั้งที่เกิดความไม่สงบทางการเมือง จึงมั่นใจว่าไทยคมจะไม่โดนยึดสัมปทานแน่นอน ซึ่งขณะนี้ไทยคมเหลือสัญญาสัมปทานกับไอซีทีอีก 12 ปี และไม่ได้มีแผนสำรองว่า หากถูกยึดสัมปทานจะทำธุรกิจใด
ส่วนการที่ รมว.ไอซีที มีสัญญาณเป็นบวกต่อไทยคม ที่ไม่ได้ยึดแง่กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่คำนึงถึงการทำธุรกิจของเอกชนด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการไม่ได้ยิงดาวเทียมสำรองไทยคม 3 การไม่คืนเงินประกัน ซีอีโอไทยคมมองว่า เป็นเพราะไอซีทีมีความเข้าใจในเรื่องต่างๆ มากขึ้นกว่าแต่ก่อน ซึ่งส่วนหนึ่งอาจมาจากไทยคมพยายามชี้แจงให้ทราบตลอดว่าได้ดำเนินการอะไรไปบ้าง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ลำบากใจมากที่สุดของไทยคม คือการที่ไทยคมทำตามกฎหมายในประเทศ แต่ขัดแย้งกับกฎหมายนานาชาติที่การระงับสัญญาณ หรือส่งคลื่นรบกวนไปกระทบกับลูกค้าประเทศอื่นๆ สิ่งที่ไทยคมยึดหลักดำเนินการเรื่องนี้ คือ
“ความเหมาะสม”“
ท้ายที่สุดแล้วอนาคตของไทยคมก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาล เพราะสิทธิวงโคจรเป็นของรัฐบาลไทย แต่ไม่ว่าจะดำเนินการอย่างไร สิ่งที่ไทยคมอยากจะขอคือ ความเป็นธรรมจากภาครัฐ” อารักษ์ กล่าว






