
บันเทิงหนุนเครื่องสำอางรุ่ง
จีนอาเซียนชื่นชอบละครไทยดันส่งออกปีนี้โต15%ทะลุ1.4แสนล้าน
จีนอาเซียนชื่นชอบละครไทยดันส่งออกปีนี้โต15%ทะลุ1.4แสนล้าน
บันเทิงไทยบูม หนุนส่งออกเครื่องสำอางพุ่ง ชี้จีนโตสูงสุด คาดทั้งปีขยายตัว 15%ลุ้นการเมืองจบหลังฉุดยอดขายในประเทศกว่า50%
นางเกศมณี เลิศกิจจา ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง เปิดเผยว่า กระแสความนิยมในวงการบันเทิงไทย ทั้งละครและภาพยนตร์ที่แพร่หลายในหลายประเทศ ทั้งในอาเซียนและประเทศจีน ทำให้การส่งออกสินค้าเครื่องสำอางไทยเติบโตดี คาดว่าปีนี้จะขยายตัว 13-15% หรือมูลค่าส่งออกประมาณ 1.4 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ โดยเฉพาะตลาดจีนนั้น พบว่า การส่งออกเครื่องสำอางเติบโตสูงจนกลายเป็นตลาดสำคัญอันดับ 2 รองจากอาเซียน ซึ่งปัจจุบันส่งออกคิดเป็นสัดส่วน 37% ของการส่งออกเครื่องสำอางทุกประเภท ส่วนตลาดญี่ปุ่นตกจากอันดับ 2 ลงไปเป็นอันดับ 3 ขณะที่ตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐ ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
สำหรับยอดขายในภาคส่งออก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของยอดขายสินค้าเครื่องสำอางทั้งหมด ซึ่งปี 2556 ที่ผ่านมา มีมูลค่า 2.1 แสนล้านบาท
ภาพรวมในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางในปีนี้ จะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 10%โดยยังมีแรงหนุนหลักๆ มาจากการส่งออกที่ยังขยายตัวดีทั้งการส่งออกไปในอาเซียน เอเชีย และยุโรป ซึ่งปีนี้คาดว่าส่งออกเครื่องสำอางจะ
ทั้งนี้ การส่งออกที่ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากจะมาจากเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว อีกส่วนสำคัญที่ปฏิเสธไม่ได้คือกระแสวงการบันเทิงไทย ทั้งละคร และภาพยนตร์ ที่เป็นที่นิยมในหลายประเทศทั้งในอาเซียนและประเทศจีน โดยเฉพาะจีนนั้นพบว่าการส่งออกเครื่องสำอางมีการเติบโตสูงจนทำให้กลายเป็นตลาดสำคัญอันดับ 2 รองจากอาเซียนที่ปัจจุบันส่งออกไป 37% ของการส่งออกเครื่องสำอางทุกประเภท ส่วนตลาดญี่ปุ่นนั้นตกจากอันดับ 2 ลงไปเป็นอันดับ 3 ส่วนตลาดในตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐฯก็ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยอดขายในภาคส่งออกนี้มีสัดส่วนประมาณ 40% ของยอดขายทั้งหมดในปีที่ผ่านมามีมูลค่า 2.1 แสนล้านบาท
“การที่ต่างชาติติดละครไทย ทำให้ภาพพจน์สินค้าไทยโดยเฉพาะเครื่องสำอางได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก หากสินค้าที่มีการพิมพ์ภาษาไทยก็ได้รับความเชื่อมั่นในตลาดอาเซียน เหมือนกับที่ประเทศไทยติดละครเกาหลี ทำให้สินค้าเครื่องสำอางเกาหลีบูมมากในเมืองไทย รวมทั้งในปีนี้ยังได้รับผลบวกจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว จึงทำให้การส่งออกช่วยดึงยอดขายในประเทศที่ลดลงทำให้ภารรวมของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางยังเติบโตในระดับสูง” นางเกศมณี กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดส่งออกจะขยายตัวได้ดี แต่ปัญหาการเมืองในประเทศได้กระทบกับความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายของผู้บริโภค จึงทำให้ตั้งแต่เกิดปัญหาการเมืองมานี้ยอดขายเครื่องสำอางของผู้ผลิตสำหรับตลาดในประเทศลดลง 3050% ซึ่งหากความขัดแย้งทางการเมืองจบเร็วภายใน 1-2 เดือน ก็จะบรรเทาผลกระทบลง ซึ่งการที่กลุ่มผู้ชุมนุมยุบเวทีชุมนุมในหลายจุดลง บรรยากาศการเมืองผ่อนคลายลงได้ทำให้ยอดขายเครื่องสำอางเริ่มขยับตัวดีขึ้น
ปัจจุบันเครื่องสำอางที่ผลิตจากประเทศไทยได้รับการยอมรับในตลาดโลก โดยมียอดการส่งออกสูงสุดในอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่มบำรุงเส้นผม เช่น แชมพู ครีมนวดผม ครีมเปลี่ยนสีผม ซึ่งสินค้าไทยได้รับความนิยมเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากฝรั่งเศส ส่วนผลิตภัณฑ์ดูแลลดริ้วรอยผิวอยู่ในอันดับ 1-2 ของโลก มีลูกค้าหลักในกลุ่มประเทศอิตาลี สเปน สวิตเซอร์แลนด์ ต่างนิยมสินค้าลดริ้วรอยจากไทย เนื่องจากมีจุดเด่นในเรื่องส่วนผสมที่มาจากสมุนไพรธรรมชาติ
นอกจากนี้กลุ่มเครื่องสำอางยังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐโดยเฉพาะในแง่ของการช่วยเปิดตลาดใหม่เช่นพาไปงานแสดงสินค้าต่างๆ และเริ่มมีการตั้งหน่วยงานดูแลหลังการขายใกล้ชิด โดยปัจจุบันได้ตั้งศูนย์ดูแลที่กรุงมอสโคว์ ประเทศรัสเซีย ขณะที่ผู้ประกอบการไทยก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยหันมาสร้างแบรนด์ของตัวเองมากขึ้นแทนการรับจ้างผลิตเพียงอย่างเดียว ทำให้สินค้าที่ส่งออกส่วนใหญ่กว่า 60% จะเป็นแบรนด์ของคนไทยซึ่งทำให้ประโยชน์ส่วนใหญ่ตกกับคนไทยมากขึ้น







