
รู้จัก "บิทคอยน์" ธุรกรรมที่ ธปท.ไม่ยอมรับ
โดย...ทีมข่าวการเงิน
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (อีไอซี) เปิดเผยบทวิเคราะห์เรื่อง บิทคอยน์ สกุลเงินดิจิตอลแบบใหม่ที่น่าจับตามองว่า บิทคอยน์ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิตอล (Digital Currency) ที่ถูกคิดค้นขึ้นตั้งแต่ปี 2009 จะยังคงเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น จากจุดเด่นด้านการเข้าถึงง่าย สะดวกต่อการใช้งาน มีต้นทุนในการทำธุรกรรมที่ต่ำ และไม่มีการควบคุมใดๆ ทำให้เหมาะกับการทำธุรกรรมในประเทศที่กฎหมายการเงินค่อนข้างปิดกั้น หรือประเทศที่โดนคว่ำบาตร
ปัจจุบัน หลายประเทศต่างเริ่มให้ความสนใจศึกษากลไกของบิทคอยน์มากขึ้น เพื่อออกแบบกฎระเบียบควบคุมให้เหมาะสม เช่น เยอรมนี ที่เริ่มเปิดกว้างและยอมรับ ขณะที่สหรัฐเริ่มศึกษาหากฎระเบียบควบคุมเงินในรูปแบบใหม่นี้ เพื่อไม่ให้เกิดการเก็งกำไรและการใช้งานสั่งซื้อสินค้าที่ผิดกฎหมาย โดยเงินสกุลนี้ได้รับความนิยมในยุโรปและสหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นการใช้งานเพื่อซื้อสินค้าและบริการต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต และได้เริ่มมีการนำมาใช้ในหลายประเทศมากขึ้น เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ และยังเริ่มมีการใช้งานกับร้านค้าทั่วไป มากขึ้น เช่น ร้านอาหาร และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ในบางประเทศยังได้เริ่มมีแนวความคิดการให้บริการ เอทีเอ็มและเดบิตการ์ด ด้วยสกุลเงินนี้
บิทคอยน์สามารถนำไปใช้แลกเปลี่ยนกับเงินสกุลต่างๆ ได้ทั่วโลก ผ่านตัวกลางในการแลกเปลี่ยนบนอินเทอร์เน็ต ผู้ใช้งานจะต้องลงโปรแกรม Bitcoin Wallet ในคอมพิวเตอร์เพื่อเป็นกระเป๋าเงินออนไลน์ และสร้างเลขที่บัญชีเพื่อใช้งาน ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถแลกเปลี่ยนด้วยเงินสกุลต่างๆ มากกว่า 20 สกุลเงินรวมถึง THB โดยผ่านระบบในการแลกเปลี่ยนบนอินเทอร์เน็ต ได้แก่ Bitstamp, Btce.com และ LocalBitcoins.com เป็นต้น
เงินในระบบบิทคอยน์ถูกสร้างขึ้นในปริมาณจำกัดจากโปรแกรมคณิตศาสตร์ขั้นสูง โดยใช้แนวคิดการสร้างมูลค่าเช่นเดียวกับการผูกค่าเงินสกุลปกติกับแร่ธาตุหายาก เช่น ทอง โดยการคำนวณที่มีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นในทุกรอบของการคำนวณ จะทำให้ได้ผลตอบแทนบิทคอยน์ลดลงเรื่อยๆ ในแต่ละครั้ง จึงเป็นผลทำให้เงินในระบบที่ทยอยเพิ่มขึ้นนี้จะมีจำนวนสูงสุดไม่เกิน 21 ล้านบิทคอยน์ (หน่วย BTC) โดยคาดว่าปัจจุบันมีบิทคอยน์ในระบบแล้วทั้งสิ้นประมาณ 11.5 ล้าน BTC ในช่วงเริ่มต้นค่าเงิน 1 BTC มีมูลค่าต่ำกว่า 1 เหรียญสหรัฐ แต่เมื่อเริ่มเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมทำให้ค่าเงิน ณ วันที่ 7 มี.ค. 2014 ปรับตัวถึง 650 เหรียญสหรัฐ และเคยทำสถิติสูงสุดที่ 1,240 เหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2013
อย่างไรก็ตาม จากการที่บิทคอยน์ขึ้นอยู่กับอุปสงค์อุปทาน และความเชื่อมั่นของผู้ใช้งานเป็นหลัก ประกอบ กับสามารถซื้อขายโดยไม่มีการควบคุมซึ่งเหมาะกับการเก็งกำไร ทำให้ค่าเงินมีความผันผวนง่าย เช่น กรณีที่จีนไม่รับรองเงินสกุลดังกล่าว ทำให้นักเก็งกำไรขาดความเชื่อมั่นและทยอยขายเงินบิทคอยน์จนทำให้ค่าเงินดิ่งลงมาถึงเกือบ 320 เหรียญสหรัฐมาแล้ว ขณะที่ศูนย์วิจัยฯ อีไอซี ระบุว่า บิทคอยน์ยังคงมีความเสี่ยงอีก 3 ปัจจัยหลักๆ ที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นและความนิยมต่อการใช้ในระยะยาว
1) การที่รัฐบาลหลายประเทศยังไม่ยอมรับบิทคอยน์อย่างเป็นทางการ 2) ในอนาคตอาจมีการพัฒนาเทคโนโลยีระบบการเงินดิจิตอลรูปแบบใหม่เป็นทางเลือกแทนเงินสกุลดังกล่าวได้ เหมือนกรณีที่เฟซบุ๊กทำให้ ไฮไฟว์ ได้รับความนิยมลดลง และ 3) ระบบความปลอดภัยในการทำธุรกรรมที่อาจถูกเจาะระบบ เช่น กรณีที่บริษัท Mt.Gox ในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบริษัทตัวกลางในการแลกเปลี่ยนบิทคอยน์ ถูกแฮ็กระบบแลกเปลี่ยน จนบริษัทต้องยื่นขอล้มละลายในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ทำให้ลูกค้าอาจสูญเงิน 7.5 แสนบิทคอยน์ หรือเกือบ 500 ล้านเหรียญสหรัฐ
นอกจากนี้ คุณสมบัติของระบบที่ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตนในการทำธุรกรรม ยังส่งผลให้ บิทคอยน์กลายเป็นแรงดึงดูดในกลุ่มผู้ที่ต้องการซื้อสินค้าผิดกฎหมาย เช่น ยาเสพติด การพนันออนไลน์ การเป็นแหล่งเลี่ยงภาษี และการฟอกเงิน
ทั้งนี้ ประเทศไทยนับเป็นประเทศแรกที่ประกาศห้ามทำธุรกรรมเกี่ยวกับบิทคอยน์ ทั้งการซื้อขาย บิทคอยน์ การซื้อขายสินค้าและบริการที่ชำระเงินด้วย บิทคอยน์ และการรับส่งเงินสกุลบิทคอยน์กับบุคคลภายนอกประเทศ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้เหตุผล 3 ข้อหลัก คือ
1.กฎหมายปัจจุบันยังไม่มีการรองรับเงินดิจิตอลที่มีลักษณะการทำงานอย่างบิทคอยน์
2.ไทยยังไม่มีมาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่ครอบคลุมเพียงพอ
3.ความกังวลเรื่องการใช้เงินสกุลบิทคอยน์ในการซื้อสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมาย รวมถึงการใช้เป็นเครื่องมือในการเก็งกำไรค่าเงินบาท







