
ข้อต่อสู้ทางกฎหมายของกรรมการรัฐวิสาหกิจเมื่อถูกฟ้องคดีอาญา
บทความที่ผ่านมาผมได้เขียนเกี่ยวกับความรับผิดชอบของกรรมการรัฐวิสาหกิจที่ได้มีกฎหมายกำหนดองค์ประกอบความผิดทางอาญาของกรรมการรัฐวิสาหกิจคือ มาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญาและมาตรา 11 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ กล่าวโดยสรุปคือว่าหากเป็นการกระทำโดยมิชอบทั้งตามกฎหมายและระเบียบหรือมติ ครม. หรือแม้แต่ระเบียบภายในของหน่วยงานดังกล่าวก็ถือว่า “กรรมการกระทำโดยมิชอบ” ทั้งนั้น
บทความที่ผ่านมาผมได้เขียนเกี่ยวกับความรับผิดชอบของกรรมการรัฐวิสาหกิจที่ได้มีกฎหมายกำหนดองค์ประกอบความผิดทางอาญาของกรรมการรัฐวิสาหกิจคือ มาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญาและมาตรา 11 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ กล่าวโดยสรุปคือว่าหากเป็นการกระทำโดยมิชอบทั้งตามกฎหมายและระเบียบหรือมติ ครม. หรือแม้แต่ระเบียบภายในของหน่วยงานดังกล่าวก็ถือว่า “กรรมการกระทำโดยมิชอบ” ทั้งนั้น
แต่องค์ประกอบความผิดที่สำคัญมากคือ ผู้กระทำผิดต้องมีเจตนาพิเศษ “เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด” สำหรับการกระทำโดยทุจริตนั้นเป็นเรื่องที่ชัดเจนว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ส่วนใหญ่กรรมการรัฐวิสาหกิจที่อาจกระทำผิดพลาดและถูกฟ้องเป็นจำเลยมักเป็นเรื่องการกระทำโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ไม่ใช่เรื่องทุจริตที่เป็นเรื่องผิดกฎหมาย
บทความต่อไปนี้จะเป็นการอธิบายถึงข้อต่อสู้ของกรรมการภาครัฐเมื่อถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญา
ผมขอให้ดูแผนภูมิองค์ประกอบความรับผิดฐานกรรมการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ซึ่งผมจะอธิบายแผนภูมิพร้อมข้อสังเกต
ข้อสังเกต
1.กรรมการผู้นั้นต้องมีเจตนา/หรือรู้ว่าการปฏิบัติหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของตนต้องเป็นไปโดยมิชอบและต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ดังนั้น หากการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการไม่ได้เป็นไปตามระเบียบภายในขององค์กร (เช่น ระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง) หรือแม้แต่มติ ครม. (หากได้มีการสอบถามจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง) จะถือว่ากรรมการกระทำผิดไม่ได้เพราะถือได้ว่าขาดเจตนาพิเศษทำความผิด รวมทั้งอาจเกิดจากการสำคัญผิดในข้อเท็จจริง (ซึ่งได้แก่ระเบียบปฏิบัติภายใน) และหากเป็นการสำคัญผิดในข้อเท็จจริงเพราะเชื่อว่ามีอำนาจกระทำได้ แม้มีความผิดก็ย่อมไม่ต้องรับผิด (มาตรา 62 ประมวลกฎหมายอาญา)
2.หน้าที่ต้องปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ ต้องเป็นหน้าที่โดยตรงหรือได้รับมอบหมายซึ่งกรรมการของบริษัทก็มีหน้าที่ในการบริหารจัดการบริษัทโดยทั่วไปอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญคือการกระทำโดยมิชอบของกรรมการนั้นต้องเป็นการกระทำที่กระทำไปนอกขอบเขตของอำนาจที่กฎหมายหรือระเบียบกำหนดหรือเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ เช่น ฝ่าฝืนต่อวิธีปฏิบัติของทางราชการ (คำพิพากษาฎีกาที่ 7663/2543) ไม่เป็นไปตามกฎระเบียบและข้อบังคับมิชอบด้วยกฎหมาย (คำพิพากษาฎีกาที่ 77287731/2544) หรือหากเป็นการใช้ดุลพินิจ ก็ใช้โดยไม่อยู่บนรากฐานแห่งความสมเหตุสมผลที่วิญญูชนโดยทั่วไปยอมรับได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 3505/2549) หรือหากการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจปราศจากเหตุลผลหรือผิดอำนาจหรือเลือกปฏิบัติโดยปราศจากสมเหตุสมผลและการละเลยไม่พิจารณาในข้อที่ต้องพิจารณาแต่พิจารณาในข้อที่ไม่พึงพิจารณา (ดูคำพิพากษาฎีกาที่ 7663/2543) และต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดก็ต้องมีความผิด







