posttoday
เอฟทีเอไทย-อียูเสี่ยงสูญ 1.9 แสนล.

เอฟทีเอไทย-อียูเสี่ยงสูญ 1.9 แสนล.

07 มีนาคม 2557

หลัง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ว่า เหตุการณ์การเมืองและความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้การเจรจาเอฟทีเอไทยกับสหภาพยุโรป (อียู) ต้องล่าช้าออกไป และไม่ทันการถูกตัดสิทธิจีเอสพีของไทยในปี 2558 จะทำให้ราคาสินค้าไทยเพิ่มขึ้น เพราะต้องเสียภาษีนำเข้า และอาจทำให้บรรษัทข้ามชาติย้ายฐาน

หลัง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ว่า เหตุการณ์การเมืองและความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้การเจรจาเอฟทีเอไทยกับสหภาพยุโรป (อียู) ต้องล่าช้าออกไป และไม่ทันการถูกตัดสิทธิจีเอสพีของไทยในปี 2558 จะทำให้ราคาสินค้าไทยเพิ่มขึ้น เพราะต้องเสียภาษีนำเข้า และอาจทำให้บรรษัทข้ามชาติย้ายฐาน

กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอว็อทช์) ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ติดตามการค้าเสรีมาตลอดกลับมีข้อสังเกตที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะการที่รัฐบาลรีบเร่งเจรจาเอฟทีเอไทยอียูจะทำให้ไทยเสียประโยชน์มากกว่า

กลุ่มเอฟทีเอว็อทช์ ระบุว่า การให้สิทธิพิเศษจีเอสพี ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมในประเทศด้อยพัฒนา แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ไทยมีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น รายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนไทยจึงขึ้นเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง 3 ปีติดต่อกัน และสินค้าที่จะถูกตัดสิทธิพิเศษนั้นมีส่วนแบ่งการตลาดเกิน 17.5% ไปแล้ว

นอกจากนี้ แม้ว่าสินค้าเหล่านั้นจะถูกตัดสิทธิจีเอสพีทั้งหมด จะทำให้ไทยสูญเสียรายได้จากการถูกแย่งตลาดเป็นมูลค่า 3.45 หมื่นล้านบาทเท่านั้น โดยอุตสาหกรรมที่จะได้ผลกระทบ ได้แก่ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และกุ้งแช่แข็งและแปรรูป

ประเด็นถัดมา กลุ่มเอฟทีเอว็อทช์ มองว่า การเจรจาเอฟทีเอไทยอียู ซึ่งเจรจาไปแล้ว 3 รอบ นั้นถูกกำหนดโดยฝ่ายนโยบายให้เป็นไปด้วยความเร่งรีบเพื่อสามารถต่อสิทธิจีเอสพีได้ทันต้นปี 2559 ทั้งๆ ที่เป็นเอฟทีเอที่มีเนื้อหาครอบคลุมกว้างขวางมากที่สุดเท่าที่ไทยเคยเจรจามา เช่น ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับยา และความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการคุ้มครองการลงทุน

การเร่งเจรจาเพียงเพื่อหวังให้ได้ต่อสิทธิจีเอสพีจะทำให้ผู้เจรจาฝ่ายไทยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบมาก และอาจถูกกดดันให้ต้องยอมตามประเด็นอ่อนไหว ซึ่งมีผลกระทบเสียหายยาวนานข้ามรัฐบาลและข้ามชั่วอายุคน

โดยเฉพาะหากไทยต้องยอมตามข้อเรียกร้องของอียูให้มีการผูกขาดข้อมูลทางยาที่มากเกินกว่าความตกลงทริปส์และเป็นประเด็นที่สหภาพยุโรปต้องการมากที่สุด จะทำให้ค่าใช้จ่ายด้านยาของไทยจะสูงขึ้นอีก 8.13 หมื่นล้านบาทต่อปี และหากต้องยอมการขยายการคุ้มครองสิทธิบัตรยาเพิ่มขึ้นอีก 5 ปี ซึ่งมีผลทำให้ค่าใช้จ่ายด้านยาเพิ่มขึ้นเป็น 2.78 หมื่นล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ หากไทยต้องยอมไปเป็นภาคีคุ้มครองปรับปรุงพันธุ์ (UPOV 1991) จะมีผลให้เกษตรกรต้องจ่ายพันธุ์พืชในราคาที่แพงขึ้นอย่างต่ำ 2-3 เท่าจนถึง 6 เท่าตัว หรือเพิ่มจาก 2.8 หมื่นล้านบาท เป็น 8.4 หมื่นล้านบาท ถึง 1.43 แสนล้านบาท

“การเจรจาเอฟทีเอกับสหภาพยุโรปที่รวบรัด ไม่รอบคอบ อาจทำให้ไทยเสียประโยชน์อย่างมหาศาล ไม่ต่ำกว่าปีละ 1.93 แสนล้านบาท เทียบไม่ได้กับการได้ต่อสิทธิจีเอสพี ที่ทางการไทยประเมินว่าจะสูญเสียแค่ 3.45 หมื่นล้านบาทต่อปีเท่านั้น” กลุ่มเอฟทีเอว็อทช์ ระบุ

ดังนั้น การเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทยอียู จึงเป็นประเด็นของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะนายกฯ ต้องตระหนักถึงประโยชน์ของทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม มิใช่เมินเฉยต่อข้อเท็จจริง และต้องคำนึงถึงความเป็นอยู่ของประชาชนผู้มีรายได้น้อยด้วย

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่