
ปันน้ำ
ปันส่วนน้ำ เหตุการณ์นี้ได้เริ่มขึ้นแล้วในบางพื้นที่ของประเทศ “มาเลเซีย” เช่น กรุงกัวลาลัมเปอร์ และพื้นที่ใกล้เคียงในรัฐสลังงอร์ ซึ่งเป็นรัฐที่ร่ำรวยที่สุด มีประชากรมากที่สุด และเป็นฮับของอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศ
ปันส่วนน้ำ เหตุการณ์นี้ได้เริ่มขึ้นแล้วในบางพื้นที่ของประเทศ “มาเลเซีย” เช่น กรุงกัวลาลัมเปอร์ และพื้นที่ใกล้เคียงในรัฐสลังงอร์ ซึ่งเป็นรัฐที่ร่ำรวยที่สุด มีประชากรมากที่สุด และเป็นฮับของอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศ
การต้องปันส่วนน้ำครั้งนี้ เป็นผลจากการปิดโรงบำบัดน้ำ 2 แห่ง แถมปีนี้มาเลเซียยังเผชิญกับภาวะแล้งที่ยาวนานกว่าปกติด้วย จึงทำให้เริ่มมีปัญหาน้ำใช้ไม่เพียงพอ
มาเลเซียจะใช้มาตรการปันน้ำในพื้นที่ดังกล่าวไปจนถึงวันที่ 31 มี.ค.นี้ ส่งผลกระทบต่อประชาชนประมาณ 5 หมื่นครัวเรือน โดยแต่ละพื้นที่จะมีน้ำใช้ 2 วัน เว้น 2 วัน
สำหรับปัญหาเรื่องน้ำปีนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาของมาเลเซียบอกว่า ในบริเวณคาบสมุทรมลายู มีพื้นที่ประมาณ 15 พื้นที่ที่ฝนไม่ตกมานานกว่า 20 วัน และบางแห่งก็ห่างฝนมาแล้วมากกว่าเดือนเลยทีเดียว
เมื่อมองไปที่เขื่อนก็น่าห่วงเหมือนกัน เพราะตอนนี้ระดับน้ำในเขื่อนรอบๆ เขตคลังวัลเลย์ และสลังงอร์ กำลังลดลงเรื่อยๆ และบางเขื่อนมีปริมาณน้ำน้อยที่สุดในรอบ 10 ปี
ส่วนสิงคโปร์เพื่อนบ้านใกล้ชิด ก็เจอกับปัญหาแล้งหนักหน่วงเหมือนกัน และต้องเพิ่มกำลังการผลิตน้ำจืดจากการรีไซเคิล และจากน้ำทะเล เพื่อให้มีน้ำใช้เพียงพอ ซึ่งที่ผ่านมาสิงคโปร์ก็พยายามพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อผลิตน้ำใช้เอง เพราะต้องการลดการพึ่งพาน้ำนำเข้าจากมาเลเซียค่ะ
เห็นประเทศเพื่อนบ้านเผชิญกับภัยแล้ง น้ำน้อยแบบนี้ ประเทศไทยของเราก็น่าห่วงนะคะ เพราะล่าสุด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน หรือภัยแล้งแล้ว 15 จังหวัด ได้แก่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย แพร่ ตาก บุรีรัมย์ มหาสารคาม ขอนแก่น ศรีสะเกษ สิงห์บุรี สระบุรี ชัยนาท ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ปราจีนบุรี และตรัง ซึ่งบางจังหวัดก็เป็นแหล่งปลูกข้าวที่ตอนนี้ชาวนาเจอทุกข์หลายเด้ง ทั้งเงินจำนำข้าวยังไม่ได้ พอจะปลูกข้าวนาปรัง ก็ต้องเจอเรื่องน้ำไม่พออีก
ส่วนแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างเกาะพีพี จ.กระบี่ ที่แม้ไม่ถึงขนาดเป็นเขตภัยพิบัติภัยแล้ง แต่ก็ลำบากไม่ต่างกันเท่าไหร่ เพราะปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว เหลือแค่ 1 ใน 4 ของความจุเท่านั้น หลังฝนทิ้งช่วงนานกว่า 2 เดือน ทำให้ต้องมีการซื้อน้ำจาก จ.ภูเก็ต มาเพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวที่มีวันละประมาณ 2,0003,000 คนด้วย
เรียกว่า ภัยแล้งรอบนี้คงกระทบต่อคนทุกกลุ่มทั้งประชาชนทั่วไป เกษตรกร นักท่องเที่ยว และอาจกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมได้เหมือนกันค่ะ ถ้าต้องแล้งเกิดอยู่ยาว แต่ฝนไม่มาตามนัด
อยากเห็นค่ะว่า ประเทศไทยของเรามีแผนบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ และมีการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังเสียที หลังจากที่ผ่านมาสูญเสียงบประมาณมหาศาลไปกับการเดินสายดูงานและจ้างคณะที่ปรึกษาวางแผนเรื่องน้ำ
ถ้าสร้างเขื่อนเพิ่มไม่ได้ เราจะสามารถหาน้ำจืดเพิ่มจากแหล่งอื่นได้อย่างไรบ้าง ต้องเอาน้ำทะเลมาผลิตเป็นน้ำจืดเหมือนสิงคโปร์ไหม?
มีเทคโนโลยีอะไรช่วยได้ จำเป็นต้องลงทุนก็ต้องทำค่ะ
ที่เตือนไม่ให้ชาวนาทำนาปรังมากเกินไป ให้หันมาปลูกพืชที่สอดคล้องกับแผนการจัดสรรน้ำในพื้นที่ แล้วที่ผ่านมาได้มีการส่งเสริมอย่างจริงจังต่อเนื่องหรือไม่?
การปิดทางเลือกหนึ่งของคน ก็ควรเสนอทางเลือกที่คุ้มค่าพอกันหรือมากกว่าให้เขาด้วยนะคะ
ส่วนคนทั่วไปที่ต้องใช้น้ำทุกวัน คงต้องเพิ่มวินัยให้ตัวเองค่ะว่า ใช้น้ำเท่าที่จำเป็นค่ะ เริ่มได้วันนี้ อย่าให้ถึงวันที่เราต้องเข้าแถวรับ “ปันส่วนน้ำ”







