posttoday
สำนักวิจัยชี้ศก.มะกันสดใสแต่ส่งออกไทยไม่รุ่ง

สำนักวิจัยชี้ศก.มะกันสดใสแต่ส่งออกไทยไม่รุ่ง

30 มกราคม 2557

สำนักวิจัยซีไอเอ็มบี ชี้สหรัฐฯลดคิวอีรับเศรษฐกิจฟื้น แต่การส่งออกไทยไปสหรัฐฯไม่ดีตามไปด้วย ขณะที่บาทอ่อนไม่หนุนการส่งออก เพราะอ่อนค่าทั้งภูมิภาค

สำนักวิจัยซีไอเอ็มบี ชี้สหรัฐฯลดคิวอีรับเศรษฐกิจฟื้น แต่การส่งออกไทยไปสหรัฐฯไม่ดีตามไปด้วย ขณะที่บาทอ่อนไม่หนุนการส่งออก เพราะอ่อนค่าทั้งภูมิภาค

นายอมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัยเศรษฐกิจและตลาดการเงิน สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า จากการที่คณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ มีมติลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ลง โดยจะลดการซื้อสินทรัพย์อีก 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ/เดือน ลงมาเหลือเดือนละ 65,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำที่ 0-0.25% ต่อไป พร้อมกับให้ความเห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาสที่ผ่านๆ มา แม้อัตราการว่างงานจะลดลงแต่ยังคงอยู่ในระดับที่สูง การใช้จ่ายภาคครัวเรือนและการลงทุนภาคธุรกิจขยายตัวได้เร็วขึ้น ขณะที่ตลาดบ้านฟื้นตัวได้อย่างช้าๆ มาตรการทางการคลังแม้จะไม่เอื้อหนุนต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจมากนัก แต่แรงกดดันดังกล่าวกลับลดลง นอกจากนี้ เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อระยะยาวของทางคณะกรรมการฯนั้น

สำนักวิจัยฯมองว่า แม้ว่าสหรัฐฯ จะฟื้นตัวได้ดี และอาจโตได้ราว 3% แต่การส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ในปีนี้ไม่น่าจะเติบโตได้ดี เพราะสหรัฐฯฟื้นตัวจากภาคการผลิตมากกว่าภาคการบริโภค ในขณะที่ไทยเราส่งออกสินค้าเพื่อการบริโภคเป็นหลัก เช่น อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ฮาร์ดดิสไดร์ฟ และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งความต้องการของตลาดโลกลดลง เนื่องจากผู้บริโภคหันไปใช้สินค้าที่เทคโนโลยีสูงขึ้น แต่ไทยไม่มีความสามารถในการแข่งขัน หรือพูดง่ายๆ คือผลิตได้ไม่ดี เช่นสมาร์ทโฟน หรือแทปเลต

นอกจากนี้ ประเทศไทยไม่เด่นพอที่จะผลิตสินค้าทุนเพื่อใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมหรือภาคการผลิตของสหรัฐฯ แม้แต่แผงวงจรไฟฟ้าของเราก็ไม่สามารถเติบโตได้ดีเท่าประเทศที่มีเทคโนโลยีสูงกว่า เช่น มาเลเซีย เกาหลีใต้ และไต้หวัน ดังนั้น การส่งออกในปีนี้ แม้จะดีกว่าปีที่แล้ว แต่ก็จะไม่สดใสมากนักหากเรายังไม่สามารถปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อการส่งออกได้

ด้านค่าเงินบาทที่อ่อนค่า จะช่วยการส่งออกได้ไม่มากนัก เพราะการอ่อนค่าของเงินบาทเป็นไปในทิศทางเดียวกับภูมิภาค กล่าวคือ เราไม่ได้มีความสามารถในการแข่งขันมากกว่าประเทศคู่แข่งมากนัก ซึ่งการถอนมาตรการ QE น่าจะกระทบประเทศในภูมิภาคนี้พอๆ กัน ที่น่ากังวลคือ ปัจจัยในประเทศที่อาจกดดันให้เกิดเงินไหลออกได้ เช่นความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ หรืออันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงก็อาจส่งผลให้เกิดเงินไหลออก และทำให้บาทอ่อนค่าได้มากกว่าประเทศอื่น ซึ่งแม้จะเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจ แต่ก็จะมีนักลงทุนบางกลุ่มได้ประโยชน์จากค่าเงินที่อ่อน

อย่างไรก็ดี สำนักวิจัยไม่ได้มองว่าบาทจะอ่อนค่ามากนัก เนื่องจากความเชื่อมั่นที่ลดลงไม่ได้เป็นผลดีต่อความต้องการสินค้านำเข้าประเภทสินค้าทุน เพื่อใช้ในภาคการผลิต ดังนั้นความต้องการเงินเหรียญสหรัฐฯ อาจมีไม่มากนัก และน่าจะส่งผลให้บาทไม่อ่อนค่าแรงเกินไป โดยคาดว่าค่าเงินบาทน่าจะอยู่ที่ระดับ 33.50 บาท/เหรียญสหรัฐฯปลายไตรมาสที่ 1 นี้

“เศรษฐกิจไทยไม่อาจหลีกพ้นจากปัญหาวิกฤติเงินไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ได้ โดยเมื่อเทียบเงินสำรองระหว่างประเทศในช่วงกลางเดือนมกราคมปี 2556 จะพบว่า เงินสำรองระหว่างประเทศเราลดลงราว 7% ขณะที่เงินบาทอ่อนค่าราว 10% เทียบดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า เราต้องมีการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับความผันผวนของค่าเงินอีก ไม่ใช่เพียงจากการลดมาตรการ QE แต่จากการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุนต่างชาติ โดยอาจไม่ได้มองพื้นฐานเศรษฐกิจไทย แต่อาจเหมารวมทั้งตลาดเกิดใหม่ก็เป็นได้” นายอมรเทพ กล่าว

สำหรับมุมมองต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯนั้น สำนักวิจัยมองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯมีมุมมองต่อเศรษฐกิจดีขึ้น ขณะที่คาดว่าอัตราการว่างงานจะต่ำกว่าระดับ 6.5% ได้ในปีนี้ ซึ่งน่าจะเพิ่มมุมมองว่าทางสหรัฐฯ จะหยุดมาตรการ QE ในช่วงกลางปี อย่างไรก็ดี คณะกรรมการฯ จะไม่รีบร้อนลด QE แต่น่าจะเป็นการทยอยลดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมา จึงไม่น่ากระทบต่อเสถียรภาพตลาดเงินโลกมากนัก โดยทางสำนักวิจัยมองว่า ตัวเลขอัตราการว่างงานที่ลดลง ไม่ได้มาจากความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานสหรัฐฯ และเป็นการลดลงจากเหตุผลที่ผิด คือมาจากการที่คนออกนอกตลาดแรงงานมากขึ้น โดยอัตราการมีส่วนร่วมในการทำงาน (Labor Force Participation Rate) ลดลงต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน กล่าวคือมีแรงงานจำนวนมากที่ออกนอกตลาดแรงงานไปหลังจากที่ไม่สามารถหางานได้มาระยะเวลาหนึ่ง นอกจากนี้ จำนวนแรงงานที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐฯ กลับไม่ได้มีมากเช่นในช่วงก่อนหน้า

”หากถามว่าทำไมต้องลด QE ต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังไม่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง เราต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่า ขณะนี้สหรัฐฯ กลับมามีความเสี่ยงเรื่องภาวะฟองสบู่ในตลาดที่อยู่อาศัยอีกครั้ง โดยเป็นที่น่ากังวลว่า อัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่ถูกกดให้อยู่ในระดับที่ต่ำเป็นเวลานานอาจส่งผลให้เกิดการเก็งกำไรได้ อีกทั้งที่ผ่านมา ตลาดที่อยู่อาศัยยังคงส่งสัญญาณการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะขยายตัวในอัตราที่ค่อนข้างต่ำก็ตาม” นายอมรเทพ กล่าว

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร