
ช.การช่างขายหุ้นกู้3พันล.ทริสปรับมุมมองเครดิตขึ้น
ช.การช่าง ออกหุ้นกู้ 3,000 ล้านบาท ทริสปรับแนวโน้มเครดิตเป็นบวก บริษัทลูกดีขึ้น
ช.การช่าง ออกหุ้นกู้ 3,000 ล้านบาท ทริสปรับแนวโน้มเครดิตเป็นบวก บริษัทลูกดีขึ้น
บริษัท ทริส เรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่มีประกันชุดปัจจุบันของ บริษัท ช.การช่าง (CK) ที่ระดับ “BBB+” และจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่มีประกัน ชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 3,000 ล้านบาท ที่ระดับ “BBB+” โดยบริษัทจะนำเงินไปใช้ไถ่ถอนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดและใช้ในการขยายกิจการ
ขณะเดียวกัน ทริส เรทติ้ง ยังปรับ แนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทเป็น “บวก” จากเดิม “คงที่” ซึ่งสะท้อนถึงสัดส่วนภาระหนี้และความยืดหยุ่นทางการเงินที่ปรับตัวดีขึ้นหลังการปรับโครงสร้างทางธุรกิจในปี2556 ทำให้บริษัทสามารถรับรู้มูลค่าตลาดของหุ้นของบริษัท น้ำประปาไทย (TTW) ตลอดจนช่วยเสริมสภาพคล่องให้แก่หุ้น ที่ถืออยู่ในบริษัท ซีเค พาวเวอร์ (CKP) และหมดความกังวลเรื่องการให้ความช่วยเหลือทางการเงินอย่างต่อเนื่องแก่บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL)
“อันดับเครดิตอาจปรับเพิ่มขึ้นหากบริษัทสามารถรักษาอัตราส่วนกำไรให้อยู่ในระดับสูงกว่า 5% และอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุน (ไม่รวมเงินกู้เพื่อโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงสัญญาที่ 4) ในระดับต่ำกว่า 67% หรือเงินกู้รวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำกว่า 2 เท่าต่อไปได้” ทริส เรทติ้ง ระบุ
อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งของบริษัทอาจลดทอนลงบางส่วนจากความผันผวนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ตลอดจนความเสี่ยงของสัญญาที่มีลักษณะต่อหน่วยแบบคงที่ และภาระหนี้ที่สูงของบริษัท
ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2556 บริษัท มีงานรับเหมาก่อสร้างที่ยังไม่ส่งมอบมูลค่า 1.19 แสนล้านบาท โดยมีโครงการหลัก ได้แก่ โครงการเขื่อนไซยะบุรี ซึ่งมีมูลค่า 5.3 หมื่นล้านบาท โครงการทางพิเศษศรีรัช วงแหวนรอบนอก 2.1 หมื่นล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง สัญญาที่ 4 มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว สัญญาที่ 1 มูลค่า 9,000 ล้านบาท ทั้งนี้ โครงการเขื่อนไซยะบุรีคิดเป็นสัดส่วน 45% ของโครงการที่ยังไม่ส่งมอบทั้งหมด
สำหรับในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2556 สถานะทางการเงินของบริษัทอยู่ในระดับตามประมาณการของทริส เรทติ้ง โดยบริษัทมีรายได้อยู่ที่ 2.51 หมื่นล้านบาท ทริส เรทติ้ง คาดว่ารายได้น่าจะไม่ต่ำกว่า 3.2 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2557-2559 โดยจะมาจากโครงการเขื่อนไซยะบุรีประมาณ 8,0001 หมื่นล้านบาทต่อปี และภาระหนี้ของบริษัทอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับอันดับเครดิตในปัจจุบัน







