
3 แนวทางบริหารเงินแก้ชงปีมะเมีย
ปี 2556 ที่ผ่านมามีเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เด่นชัดและมีแนวโน้มจะดำเนินต่อเนื่องไปในปีใหม่นี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แนวโน้มเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐ ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ และแนวโน้มการที่ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
ปี 2556 ที่ผ่านมามีเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เด่นชัดและมีแนวโน้มจะดำเนินต่อเนื่องไปในปีใหม่นี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แนวโน้มเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐ ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ และแนวโน้มการที่ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
จากแนวโน้มเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ จะเห็นได้ว่ามีทั้งส่วนที่เป็นโอกาสและอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะเรื่องการบริหารเงินให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่น KExpert จึงขอแนะนำแนวทางการบริหารเงิน ต้อนรับปีมะเมียดังนี้
1.วางแผนภาษีตั้งแต่ต้นปี แม้ว่าการปรับฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะช่วยลดภาระภาษีลงได้ก็จริง แต่หากลองคำนวณสัดส่วนผลประโยชน์เทียบกับรายได้แล้ว จะเห็นได้ว่าการปรับฐานภาษีใหม่จะทำให้มีเงินออมเพิ่มขึ้นประมาณ 1.53% ของรายได้ต่อปีเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ผู้มีรายได้ทั้งปีประมาณ 1 แสนบาท หรือฐานเงินเดือนเฉลี่ยประมาณ 9 หมื่นบาท จะได้รับประโยชน์จากการปรับฐานภาษีใหม่ประมาณ 2 หมื่นบาท คิดเป็น 2% ของรายได้ทั้งปี
ดังนั้น การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ยังคงจำเป็นอยู่ไม่น้อย การวางแผนภาษีที่ดีนั้นควรเริ่มคำนวณภาษีตั้งแต่ต้นปี โดยคำนึงถึงสิทธิลดหย่อนต่างๆ ให้ครบถ้วน เพื่อจะสามารถระบุได้ว่าควรจะใช้สิทธิลดหย่อนเพิ่มเติมอีกเท่าใดเพื่อลดฐานภาษีให้อยู่ในระดับที่ต้องการได้ โดยเงินที่จะซื้อกองทุนรวมไม่กระทบต่อสภาพคล่องส่วนบุคคล
ปัจจุบันสถาบันการเงินหลายแห่งมีเครื่องมือคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเปิดให้ใช้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด สำหรับท่านที่วางแผนซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวม LTF หรือ RMF ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้น แนะนำว่าควรแบ่งเงินบางส่วนเพื่อทยอยซื้อกองทุนเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอเป็นจำนวนเท่ากันในแต่ละเดือน เพราะการทยอยซื้อทุกเดือนมักให้ต้นทุนเฉลี่ยต่ำกว่าการเข้าซื้อเพียงไม่กี่ครั้งในช่วงปลายปี
2.กระจายลงทุนไปยังหุ้นต่างประเทศ วิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น นั้นมีแนวโน้มฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้น ทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดำเนินมาเป็นเวลาหลายปี ทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและการอัดฉีดสภาพคล่องจำนวนมหาศาลเข้าระบบ เป็นสิ่งที่จำเป็นน้อยลง ประเทศจีนเองก็เน้นการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพภายใต้นโยบายของผู้นำคนใหม่ ทำให้มีความน่าสนใจเข้าลงทุน ประกอบกับสถานการณ์ในประเทศไทยเองนั้น แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจจะดีขึ้นจากการส่งออกสินค้าและบริการ แต่ปัจจัยการเมืองยังเป็นตัวกดดันให้บรรยากาศการลงทุน
ภายใต้สถานการณ์ลักษณะนี้ การแสวงหาโอกาสลงทุนหุ้นต่างประเทศจึงมีความน่าสนใจมากขึ้น ทั้งนี้ การลงทุนหุ้นต่างประเทศด้วยรูปแบบที่ง่ายที่สุด คือ การลงทุนผ่านกองทุนรวมต่างประเทศ หรือ FIF ซึ่งจะนำเงินของผู้ลงทุนไปซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนที่จดทะเบียนในต่างประเทศ ที่เป็นกองทุนแม่
3.เตรียมพร้อมเงินยามเกษียณ สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้คนไทยยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมเงินในยามเกษียณนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคิดว่าอีกนานกว่าจะเกษียณ อาจจะเป็นในอีก 10 ปี หรือ 20 ปีข้างหน้าสำหรับบางท่าน อย่างไรก็ดี การไปเตรียมเงินในช่วงใกล้ๆ จะทำให้ต้องออมในปริมาณที่เยอะมาก และอาจกระทบกับเป้าหมายการเงินอื่นที่ต้องการทำในช่วงนั้นได้
ประเด็นสำคัญของการออมเงินเพื่อวัยเกษียณ คือ ควรมีการกำหนดจำนวนเงินที่จะมีในยามเกษียณ รวมทั้งกำหนดจำนวนเงินเป้าหมายจำนวนเงินที่ควรมีในแต่ละปีเพื่อเป็นตัวเช็กความก้าวหน้า เช่น กำหนดว่าเมื่ออายุ 55 ปี จะมีเงินจำนวน 10 ล้านบาท โดยอายุ 50 ควรมีเงิน 8 ล้านบาท และอายุ 45 ควรมีเงิน 6 ล้านบาท เป็นต้น ซึ่งแหล่งเงินออมเพื่อการเกษียณอาจมี 2 แหล่งใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ “แหล่งเงินออมจากการทำงาน” ไม่ว่าจะเป็นเงินจากองทุนประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ แต่เงินออมจากกองทุนเหล่านี้อาจไม่เพียงพอสำหรับใช้จ่ายยามเกษียณ เราจึงควรออมเงินใน “แหล่งเงินออมด้วยตนเอง” เพิ่มเติม ซึ่งก็มีหลายรูปแบบ เช่น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และการลงทุนในกองทุนรวมต่างๆ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ รวมทั้งผลิตภัณฑ์เงินฝาก เป็นต้น
อย่าลืมว่าเป้าหมายสุดท้ายที่ทุกคนปรารถนา คือ “ความสุขในชีวิต” ซึ่งไม่ว่าเราจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้หรือไม่ เราก็สามารถ “เลือก” ที่จะยิ้มกับชีวิตของเราได้อย่างมีความสุข







