posttoday
รอเลือกซื้อหุ้นได้เมื่อรถถอยมา

รอเลือกซื้อหุ้นได้เมื่อรถถอยมา

21 มกราคม 2557

หลังจากผ่านการปิดกรุงเทพฯ ไปแล้ว 1 สัปดาห์ รวมถึงในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีความรุนแรงเกิดขึ้น แต่ SET Index วันที่ 20 ม.ค. 2557 ปรับลงไปต่ำสุด 7.57 จุดในช่วงเช้า ไม่มากอย่างที่ควรจะเป็น หากคิดเป็นค่า PE ที่ระดับดัชนีต่ำสุดของวันที่ 20 ม.ค. 2557 เท่ากับ 11.5 เท่า แม้ว่า PE จะสูงกว่าในช่วงการชุมนุมเสื้อแดงตั้งแต่ปี 2552 ถึงกลางปี 2553 ที่นักลงทุนตกใจจนทำให้ตลาดปรับไปเหลือเฉลี่ย 10.5 เท่า แต่อย่าลืมว่า SET Index ตั้งแต่เปิดตลาดมาในปีนี้ปรับลงไปต่ำสุดที่ 1,208 จุดเมื่อวันที่ 3 ม.ค. จุดนั้นคิดเป็น PE 10.8 เท่า เท่ากับว่าตลาดเคยมองความเสี่ยงทางการเมืองเท่ากับความรุนแรงเมื่อกลางปี 2553 ไปแล้ว ยังไม่นับว่า PE ของตลาดหุ้นไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียถึง 20% สิ่งที่ต้องการสื่อ คือ ดัชนีระดับปัจจุบันสะท้อนความเสี่ยงทางการเมืองไปมากแล้ว ความเสี่ยงขาลงน่าจะจำกัดอยู่ที่ 1,200 จุด อย่างไรก็ตาม แม้หุ้นหลายตัวจะมีราคาถูก แต่อย่าคาดหวังให้ตลาดกลับเป็นขาขึ้นสู่ 1,5001,600 จุด ตราบใดที่การเมืองยังไม่มีทางออก นักลงทุนที่ซื้อตรงจุดนี้ต้องรับความเสี่ยงได้ (แม้ความเสี่ยงจะจำกัดก็ตาม) และต้องสามารถถือได้อย่างน้อย 6 เ

หลังจากผ่านการปิดกรุงเทพฯ ไปแล้ว 1 สัปดาห์ รวมถึงในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีความรุนแรงเกิดขึ้น แต่ SET Index วันที่ 20 ม.ค. 2557 ปรับลงไปต่ำสุด 7.57 จุดในช่วงเช้า ไม่มากอย่างที่ควรจะเป็น หากคิดเป็นค่า PE ที่ระดับดัชนีต่ำสุดของวันที่ 20 ม.ค. 2557 เท่ากับ 11.5 เท่า แม้ว่า PE จะสูงกว่าในช่วงการชุมนุมเสื้อแดงตั้งแต่ปี 2552 ถึงกลางปี 2553 ที่นักลงทุนตกใจจนทำให้ตลาดปรับไปเหลือเฉลี่ย 10.5 เท่า แต่อย่าลืมว่า SET Index ตั้งแต่เปิดตลาดมาในปีนี้ปรับลงไปต่ำสุดที่ 1,208 จุดเมื่อวันที่ 3 ม.ค. จุดนั้นคิดเป็น PE 10.8 เท่า เท่ากับว่าตลาดเคยมองความเสี่ยงทางการเมืองเท่ากับความรุนแรงเมื่อกลางปี 2553 ไปแล้ว ยังไม่นับว่า PE ของตลาดหุ้นไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียถึง 20% สิ่งที่ต้องการสื่อ คือ ดัชนีระดับปัจจุบันสะท้อนความเสี่ยงทางการเมืองไปมากแล้ว ความเสี่ยงขาลงน่าจะจำกัดอยู่ที่ 1,200 จุด อย่างไรก็ตาม แม้หุ้นหลายตัวจะมีราคาถูก แต่อย่าคาดหวังให้ตลาดกลับเป็นขาขึ้นสู่ 1,5001,600 จุด ตราบใดที่การเมืองยังไม่มีทางออก นักลงทุนที่ซื้อตรงจุดนี้ต้องรับความเสี่ยงได้ (แม้ความเสี่ยงจะจำกัดก็ตาม) และต้องสามารถถือได้อย่างน้อย 6 เดือน เพราะเชื่อว่าภาพของตลาดหุ้นที่สดใสจะอยู่ในช่วงครึ่งปีหลัง

ระยะนี้กำลังจะเข้าสู่เทศกาลประกาศผลประกอบการประจำปี 2556 ซึ่งบริษัทจดทะเบียนต้องรายงานให้เสร็จภายในสิ้นเดือน ก.พ. หากไม่มีข่าวร้ายใหม่ๆ ราคาหุ้นน่าจะปรับตัวไปตามการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์และผลประกอบการที่ออกมาว่าดีหรือแย่กว่าที่คาด สำหรับกลุ่มธนาคารเป็นกลุ่มแรกที่รายงานผลประกอบการซึ่งรายงานเกือบครบแล้ว เหลือเพียง TCAP และ KTB ที่เรากำลังรออยู่

โดยภาพรวมแม้ว่ากำไรในไตรมาสสุดท้ายจะลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า 11% เพราะค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานและค่าการตลาดสูงตามฤดูกาลเป็นปกติ แต่กำไรดังกล่าวได้แสดงความแข็งแกร่งเพราะแทบไม่ได้รับผลกระทบจากการประกาศลดดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ลง 0.25% อย่างชนิดที่เรียกว่าเซอร์ไพรส์ตลาด และเซอร์ไพรส์ผู้ประกอบการเอง (เพราะก่อนหน้านั้นธนาคารส่วนใหญ่ตุนเงินฝากไว้เพียบ เพราะต่างก็มองว่าดอกเบี้ยจะปรับขึ้น) ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Net Interest Margin) ของบางธนาคารกลับยังสูงขึ้นได้ด้วยซ้ำ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ส่วนกำไรที่ปรับลงนั้นส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่ยังคงสูงกว่าระดับปกติ ซึ่งเป็นการสะท้อนการมองภาพเศรษฐกิจในปีนี้ไว้อย่างระมัดระวัง

หากพิจารณาราคาหุ้นของธนาคารขนาดใหญ่ (ไม่รวมธุรกิจเช่าซื้อ) ในวันที่ กนง.ลดดอกเบี้ย (27 พ.ย. 2556) ปิดเสมอตัวจากวันก่อนหน้า ขณะที่ราคาหุ้นในกลุ่มธุรกิจเช่าซื้อปรับขึ้นโดดเด่นกว่ามาก เพราะการลดดอกเบี้ยเป็นประโยชน์กับธุรกิจเหล่านี้ที่รายรับคงที่ (ตามที่ตกลงไว้กับลูกค้า) แต่ต้นทุนแปรผันตามอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาด แต่การปรับขึ้นของธุรกิจเช่าซื้อก็เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ เพราะตลาดรถมือสองที่ยังไม่ฟื้นตัวยังเป็นแรงกดดันกับธุรกิจมากกว่า ในขณะที่ราคาหุ้นของธนาคารขนาดใหญ่กลับให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าในระยะถัดมา

สิ่งที่ต้องการจะสื่อ ก็คือ ในวันพุธนี้จะมีการประชุม กนง. นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่โดยเฉพาะในต่างประเทศเชื่อว่า กนง.จะประกาศลดดอกเบี้ยอีก 0.25% (บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาดว่า กนง.จะคงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ เพื่อไม่ให้เป็นแรงกดดันกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่าอยู่แล้ว ให้อ่อนลงไปอีก แล้วค่อยปรับลดในการประชุมครั้งหน้า คือ ในเดือน มี.ค. แต่เราเป็นคนส่วนน้อย) ถ้า กนง.ลดดอกเบี้ยจริง จะเป็นข่าวดีเพียงข่าวเดียวในขณะนี้ที่อาจกระตุ้นตลาดระยะสั้นได้ โดยเฉพาะกับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่อ่อนไหวกับดอกเบี้ย หากนักลงทุนต้องการเก็งกำไรและรับความเสี่ยงได้ แนะนำเก็งกำไร AP, PS, SIRI เพราะ PE ต่ำจนเกือบเท่าช่วงชุมนุมเสื้อแดงปี 2552-2553 ส่วนกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ แม้จิตวิทยาจะเป็นเชิงลบ แต่เนื่องจาก PBV ถูกเกือบเท่ากับในช่วงวิกฤตซับไพรม์ จึงแนะนำทยอยซื้อลงทุน BBL, KBANK และ SCB

นักลงทุนที่ชอบหุ้นปันผลสูง เวลานี้น่าจะเหมาะสมที่จะเลือกหุ้น เพราะใกล้จะประกาศจ่ายปันผลกันแล้ว หวังว่ากว่าที่จะได้รับเงินปันผลซึ่งน่าจะเป็นประมาณเดือน เม.ย.พ.ค. ความวุ่นวายทางการเมืองจะใกล้สิ้นสุดแล้ว หุ้นที่คาดว่าจะจ่ายเงินปันผลสูงกว่า 5% ได้แก่ KGI (คาดจ่าย 0.30 บาท/หุ้น) AIT (คาด 1.75 บาท/หุ้น) TMT (คาด 0.80 บาท/หุ้น) ASK (คาด 1.15 บาท/หุ้น) DCON (คาด 0.68 บาท/หุ้น) TISCO (คาด 2.30 บาท/หุ้น)

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร