
ดัชนีทำธุรกิจเอสเอ็มอีชะงัก
เดือนธ.ค.อยู่ที่68.7ต่ำสุดรอบ90เดือนหอการค้าแนะยุทธวิธีปรับตัวสู้ม็อบ
เดือนธ.ค.อยู่ที่68.7ต่ำสุดรอบ90เดือนหอการค้าแนะยุทธวิธีปรับตัวสู้ม็อบ
ดัชนีธุรกิจเอสเอ็มอีทรุด ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ หอการค้าแนะแนวทางสู้ม็อบ ชุมนุมยืดเยื้อ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองคณบดีฝ่ายวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเหมาะสมในการทำธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในเดือน ธ.ค. อยู่ที่ระดับ 68.7 ต่ำสุดในรอบ 90 เดือน หรือต่ำสุดในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2548 ที่มีการสำรวจ โดยผู้บริโภคเห็นว่าการลงทุนทำธุรกิจในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ในระดับที่ไม่เหมาะสมมากถึง 44.8%
ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ประกอบการจำเป็นต้องชะลอการลงทุนเพื่อดูทิศทางของการเมืองและเศรษฐกิจในประเทศก่อน เพราะหากลงทุนในเวลานี้อาจมีความเสี่ยงมาก
“ตอนนี้ยอดขายของผู้ประกอบการได้ปรับลดลงต่อเนื่อง เพราะผู้บริโภคมีความระมัดระวังเรื่องของรายได้ในอนาคต จึงไม่กล้าจับจ่ายใช้สอยมากนัก และที่สำคัญสถานการณ์ทางการเมืองยังไม่รู้ว่าจะมีรัฐบาลเมื่อไหร่ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่กล้าลงทุนในเวลานี้มากนัก” นายธนวรรธน์ กล่าว
สำหรับวิธีการปรับตัวแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากทางการเมือง โดยเฉพาะร้านอาหาร ภัตตาคาร โรงแรม และร้านค้าต่างๆ ควรเน้นรักษาสภาพคล่องไว้ โดยเฉพาะผู้ที่มีต้นทุนจากการกู้เงินที่ต้องรับภาระดอกเบี้ยด้วย รวมถึงประหยัดค่าใช้จ่ายในช่วงที่ขายของลำบาก รวมถึงหารายได้ทางอื่นๆ ในลักษณะเชิงรุกหรือการบริการส่งสินค้าให้ถึงบ้านลูกค้า และการดูแลลูกค้าให้ดีที่สุดเพื่อรักษาสัดส่วนตลาด ระหว่างรอให้สถานการณ์ทางการเมืองเริ่มคลี่คลายและเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัว
น.ส.บุปผา ลาภะวัฒนาพันธ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมและแนวทางการรับมือของภาคธุรกิจในขณะนี้ควรต้อง 1.เร่งโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าทราบถึงการตัดสินใจของธุรกิจการแจ้งข่าวสาร การเปิดปิดช่องทางในการติดต่อ การสั่งซื้อและบริการจัดส่งสินค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า การอำนวยสะความสะดวกด้านต่างๆ จะทำให้ลูกค้าลดความกังวลและเพิ่มความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น2.เพิ่มช่องทางออนไลน์ในการติดต่อกับลูกค้า ธุรกิจไม่ต้องหวังลมๆแล้งๆเลยว่าภายใต้ความอึมครึมของสถานการณ์ทางการเมือง ลูกค้าจะมีอารมณ์ในการจับจ่ายใช้สอยสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องประดับ สินค้าแบรนด์เนม เพราะนอกจากประชาชนจะระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้นแล้ว การปิดเส้นทางเดินรถให้เป็นถนนคนเดินทั่วกรุงเทพฯเปรียบเสมือนการปิดกั้นระบบขนส่งโดยปริยาย ดังนั้น หากธุรกิจใดไม่มีบริการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ก็ควรรีบดำเนินการ 3.ใช้รถมอเตอร์ไซค์หรือไปรษณีย์ในการขนส่งสินค้า เป็นต้นการปิดเส้นทางการเดินรถให้กรุงเทพฯ เป็นถนนคนเดินถือเป็นอุปสรรคสำคัญของการจัดส่งสินค้าด้วยรถขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เมื่อใดที่สัญญาน “Shut Down กรุงเทพฯ” เริ่มต้น การขนส่งด้วยรถมอเตอร์ไซต์หรือทางไปรษณีย์จะช่วยระบายสต็อกสินค้าของธุรกิจ พร้อมจัดส่งถึงมือลูกค้าอย่างรวดเร็ว







