
อสังหาฯย่อยวูบหนัก
การเมืองป่วนกระทบโครงการหัวเมืองชี้หากยืดเยื้อ612เดือนจ่อเจ๊งตรึม
การเมืองป่วนกระทบโครงการหัวเมืองชี้หากยืดเยื้อ612เดือนจ่อเจ๊งตรึม
ทุนอสังหาฯ เอสเอ็มอีหัวเมือง ระบุ การเมืองฉุดเชื่อมั่นหายวับ ชี้หากยืดเยื้อส่อเจ๊ง
นายวสันต์ คงจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมเดอร์น พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแตนท์ เปิดเผยว่า ปัญหาการชุมนุมทางการเมืองที่ยืดเยื้อถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่างๆ ไม่เพียงเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่ขยายวงไปถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในต่างจังหวัดด้วย โดยเฉพาะหัวเมืองใหญ่ๆ ที่เริ่มมีความวิตกกังวลและชะลอการลงทุนในปี 2557 แล้ว ทั้งรูปแบบโรงงาน คลังสินค้า บ้านจัดสรร และโครงการบ้านพักตากอากาศที่จับกลุ่มเป้าหมายชาวต่างชาติ
ขณะที่ธุรกิจอสังหาฯ ในต่างจังหวัดที่ยังพอขยายตัวได้คือที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งสามารถพัฒนาคอนโดมิเนียม บ้านจัดสรร และคลังสินค้าได้ เพราะในพื้นที่ดังกล่าวยังมีความต้องการที่อยู่อาศัยสูง ไม่ว่าจะเป็นชาวมาเลเซียที่เข้ามาในหาดใหญ่หรือศรีราชาที่มีภาคธุรกิจอุตสาหกรรมการส่งออกอยู่ค่อนข้างมาก
สำหรับพื้นที่ใน จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีจำนวนโครงการอสังหาฯ ราว 300400 โครงการ ภูเก็ต 300 โครงการ พัทยา 600700 โครงการ ขอนแก่น 50 โครงการ อุดรธานี 50 โครงการ ในจำนวนนี้เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีราว 50% ที่รอดูสถานการณ์และชะลอลงทุน
“ลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัทเป็นเอสเอ็มอีต่างจังหวัดที่มีการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์มูลค่าราว 500 ล้านบาท ทั้งโครงการจัดสรร 50 ยูนิตบ้าง คอนโด 200-300 ยูนิต ราคาขายราว 1 ล้านบาทต่อยูนิต ซึ่งเอสเอ็มอีเหล่านี้มีความอ่อนไหวกับสถานการณ์เศรษฐกิจ การเมือง และเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนสูงมาก และหากการเมืองยังยืดเยื้อต่อไปอีก 6 เดือนถึง 1 ปี ภาคธุรกิจอาจจะเจ๊งได้ เพราะคนระมัดระวังจับจ่าย โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุน” นายวสันต์ กล่าว
ด้านภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ปี 2557 คาดจะไม่ดีกว่าปี 2556 เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) และกำลังซื้อไม่ดี เพราะตลาดที่อยู่อาศัยหลักๆ ของคนไทยจะอยู่ที่ระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ส่วนปัจจัยบวกที่จะฟื้นตลาดอสังหาฯ ให้ขยายตัวได้บ้างจะมาจากการท่องเที่ยว เศรษฐกิจการค้าชายแดน และการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
ทั้งนี้ แต่ละปีตลาดอสังหาฯจะมีที่อยู่อาศัยออกมาราว 1 แสนยูนิต หากตลาดมียอดขายในระดับ 7-8 หมื่นยูนิต ก็ถือว่ายังพอไปได้ อย่างไรก็ตาม ในอดีตที่ไทยเผชิญปัญหาวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในช่วงปี 2551-2552 นั่นเป็นภาวะตลาดอสังหาฯที่แย่สุด เพราะกำลังซื้อผู้บริโภคหายไป 50% จากจำนวนโครงการที่เปิดขาย 1 แสนยูนิต ขายได้เพียง 5 หมื่นยูนิตเท่านั้น







