
เทียบค้าปลีกรถไฟฟ้าบนดิน-ใต้ดิน-แอร์พอร์ตลิงค์
บนสถานีรถไฟฟ้ายังคงเป็นที่จับจ้องของบรรดาผู้ประกอบการขนาดใหญ่จนถึงเล็ก ปัจจุบันพบว่าบนสถานีหลายสถานีในเมืองกลายเป็นทำเลทอง เนื่องจากมีผู้คนผ่านไปมาจำนวนมาก ส่งผลให้ธุรกิจคึกคักตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นบรรดาร้านสะดวกซื้อ ร้านขนมและเครื่องดื่ม ธุรกิจให้บริการอย่างเช่น ไปรษณีย์ สถาบันการเงิน หรือแม้แต่บริษัทประกันและบริษัทหลักทรัพย์ยังใช้พื้นที่ในการขยายช่องทางธุรกิจ
บนสถานีรถไฟฟ้ายังคงเป็นที่จับจ้องของบรรดาผู้ประกอบการขนาดใหญ่จนถึงเล็ก ปัจจุบันพบว่าบนสถานีหลายสถานีในเมืองกลายเป็นทำเลทอง เนื่องจากมีผู้คนผ่านไปมาจำนวนมาก ส่งผลให้ธุรกิจคึกคักตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นบรรดาร้านสะดวกซื้อ ร้านขนมและเครื่องดื่ม ธุรกิจให้บริการอย่างเช่น ไปรษณีย์ สถาบันการเงิน หรือแม้แต่บริษัทประกันและบริษัทหลักทรัพย์ยังใช้พื้นที่ในการขยายช่องทางธุรกิจ
มารุต อรรถไกวัลวที ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วี จี ไอ โกลบอล มีเดีย ผู้ดำเนินธุรกิจสื่อโฆษณานอกบ้านบนรถไฟฟ้าห้างค้าปลีก และพื้นที่เช่าค้าปลีกบนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส กล่าวว่า ธุรกิจค้าปลีกบนรถไฟฟ้าบีทีเอสยังคึกคัก ปัจจุบันบริษัทมีพื้นที่ขายรวมกันกว่า 1,600 ตารางเมตร และเต็มเกือบ 100% ไม่สามารถเพิ่มจำนวนพื้นที่ได้ โดยมีผู้ประกอบการอีกกว่า 4050 ราย สนใจเข้ามาจับจองพื้นที่เช่าต่อเนื่อง เพราะเห็นโอกาสในการเติบโตของธุรกิจจากการที่มีคนมาใช้บริการรถไฟฟ้าสูงถึง 2 หมื่นเที่ยวคนต่อชั่วโมง
“ธุรกิจที่เปิดดำเนินการแล้วรุ่ง ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่ม ขณะที่ธุรกิจประเภทจำหน่ายหนังสือและนิตยสารนั้นอาจจะซบเซา ที่ผ่านมาทางบริษัทได้พยายามช่วยเหลือให้ธุรกิจอยู่ได้ โดยการคิดค่าเช่าในราคาค่อนข้างต่ำ ขณะที่บางธุรกิจอาจจะทำได้ค่อนข้างยาก เช่น การจำหน่ายอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ รวมถึงอุปกรณ์ แกดเจ็ตต่างๆ นั้นกลับทำตลาดได้ค่อนข้างยาก บางรายที่เปิดขายในบางสถานี จึงต้องเลิกกิจการไป” มารุต กล่าว
สำหรับบริษัทที่จะมาเปิดธุรกิจบนสถานีรถไฟฟ้านั้น หากจะมาดำเนินธุรกิจระยะยาวนั้นจะต้องใช้เงินลงทุนที่ค่อนข้างสูง เพราะต้องวางระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด เช่น ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ธุรกิจฟาสต์ฟู้ด และมีรูปแบบการเช่าแบบชั่วคราวรายเดือน และต่อสัญญาเป็นรายปี ส่วนอัตราค่าเช่าพื้นที่นั้นจะแตกต่างกันไปตามทำเลของพื้นที่ซึ่งไม่เท่ากัน อย่างร้านค้าปลีกที่ตั้งอยู่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าสยามสแควร์นั้น อัตราค่าเช่าแพงสุดอยู่ที่ 6,000 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน
ขณะที่บางทำเลอย่างสถานีสนามเป้านั้นค่าเช่าต่ำมาก เพราะสถานีดังกล่าวมีการเดินทางขึ้นลงค่อนข้างต่ำ หลายรายอาจจะต้องปิดกิจการไป แต่ร้านที่บริษัทต้องการให้มีอยู่ทุกสถานีคือร้านจำหน่ายหนังสือ จึงคิดค่าเช่าในอัตราที่ต่ำ เนื่องจากธุรกิจดังกล่าวได้กำไรน้อย อย่างไรก็ตาม บริษัทอยู่ระหว่างเจรจาที่จะเข้าไปบริหารพื้นที่โฆษณาและร้านส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียวของ กทม.อีกด้วย
สมบัติ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการร่วม บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ กล่าวว่า ธุรกิจค้าปลีกในสถานีรถไฟฟ้ารถใต้ดินนั้น มีการเติบโตที่ดี เนื่องจากคนให้ความสำคัญกับการเดินทางผ่านขนส่งสาธารณะประเภทรางมากขึ้น แต่จากข้อกำหนดทางด้านความปลอดภัยที่สูงเนื่องจากอยู่ใต้ดิน ส่งผลให้ร้านค้าปลีกที่จะเข้ามาลงทุนต้องวางระบบที่คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก และใช้ระยะเวลาในการตกแต่งร้านค่อนข้างนานกว่าจะผ่านขั้นตอน แล้วจึงเปิดให้บริการได้
“ที่ผ่านมาเราก็ประสบปัญหา คนอาจจะเข้ามาใช้บริการค่อนข้างน้อย อย่างบางสถานีก็ต้องปรับคอนเซปต์ เช่น สถานีพหลโยธิน ให้มีพื้นที่ติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็ก จากเดิมที่ทำเป็นร้านค้าทั่วไป ซึ่งต่อไปจะเปิดให้บริการเพิ่มอาจจะต้องมีการวางธีมหรือแนวคิดหลักที่เหมาะสมกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าในแต่ละบริเวณที่สถานีเปิดให้บริการ” สมบัติ กล่าว
อย่างไรก็ตาม หลังจากบริษัทเปิดตัว เมโทร ไนน์ พื้นที่เชิงพาณิชย์ ที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินพระรามเก้า ไปเมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา ใช้เงินลงทุน 40 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดจองเต็ม 100% มีจำนวน 30 ร้านค้า และเชื่อว่าสถานีพระรามเก้าจะคึกคักอย่างมากในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากมีโครงการคอนโดมิเนียมและอาคารสำนักงานหลายแห่งที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และเตรียมเปิดตัวโครงการบริเวณรอบสถานีนี้ ซึ่งจะสร้างความคึกคักเป็นอย่างมากในอนาคต
ทางด้านแหล่งข่าวจากบริษัท โคอะฉะ มีเดีย (ประเทศไทย) ผู้บริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ โครงการแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างการดำเนินงานพื้นที่ค้าปลีกบนสถานีรถไฟฟ้า แอร์พอร์ต เรล ลิงค์ 5 สถานี ประกอบด้วย พญาไท หัวหมาก รามคำแหง ลาดกระบัง และสุวรรณภูมิ มีเนื้อที่รวม 5,800 ตารางเมตรจากทั้งหมด 8 สถานี โดยบริเวณสถานีสุวรรณภูมิถือเป็นสถานีที่มีพื้นที่บริหารเชิงพาณิชย์มากที่สุดขนาด 2,000 ตารางเมตร มีการจองพื้นที่แล้ว 40% ส่วนใหญ่เป็นร้านค้า จำนวน 45% ดำเนินธุรกิจบริการ สถาบันการเงิน อีก 5% เป็นสำนักงานย่อยของสายการบินไทยสมายล์
“ร้านค้าปลีกบนแอร์พอร์ต ลิงค์ นั้นอาจจะยังไม่คึกคักเท่ากับรถไฟฟ้าบีทีเอส เนื่องจากขบวนรถไฟฟ้านั้นยังใช้เวลาค่อนข้างนานเกือบครึ่งชั่วโมง ทำให้ร้านค้าปลีกที่จะคึกคักแค่บริเวณหัวสถานีคือพญาไท และปลายทางสถานีสุวรรณภูมิเท่านั้นในเวลานี้ แต่เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้จะคึกคัก หลังจากมีการเพิ่มขบวนเที่ยววิ่ง และมีคนใช้บริการมากขึ้น” แหล่งข่าวเปิดเผย
อย่างไรก็ตาม บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต ลิงค์ เตรียมออกประกาศเชิญชวนประกวดราคาในการจัดหารถไฟฟ้า 7 ขบวน จำนวน 28 ตู้ ภายในเดือน ม.ค. 2557 หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งมีมติอนุมัติโครงการเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา โครงการดังกล่าวมีวงเงินงบประมาณ 4,800 ล้านบาท ระยะเวลาในการจัดหา 18 เดือน หรือภายในเดือน ก.ย. 2558 โดยคาดว่าจะสรุปผลการคัดเลือกเอกชนได้ภายใน 6 เดือน หรือภายในเดือน ก.ค.-ส.ค. 2557 และเชื่อว่าคุณสมบัติที่กำหนดไว้จะเปิดกว้างให้เอกชนที่สนใจหลากหลายชาติสามารถร่วมประมูลได้
นอกจากนี้ การจัดหาขบวนรถไฟฟ้าใหม่ของแอร์พอร์ต ลิงค์ จะมีการปรับแบบสถาปัตยกรรมของตัวรถทั้งภายในและภายนอก โดยภายในจะขยายความกว้างของรถเพิ่มขึ้นอีก 5 ซม. และลดความหนาของผนังขบวนรถ ทำให้พื้นที่ภายในตัวรถกว้างขึ้นรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้น มีการเปลี่ยนระบบเปิดปิดประตูจากเดิมใช้ระบบลมมาเป็นระบบไฟฟ้าแก้ปัญหาเสียงดัง รวมทั้งปรับที่นั่งแบบแยกเฉพาะคนและปรับราวจับเพิ่มมากขึ้น ส่วนขบวนรถจะปรับให้มีความทันสมัยสวยงาม มีความเรียวมากขึ้น ทั้งนี้หลังจากการจัดซื้อจะทำให้ขบวนรถที่เดิมมี 3 ตู้ รองรับได้ 700-800 คนต่อเที่ยว เพิ่มเป็น 4 ตู้ต่อขบวน รองรับผู้โดยสารเพิ่มเป็นประมาณ 1,000 คนต่อเที่ยว ทำให้ในอนาคตแอร์พอร์ต ลิงค์ จะรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้นอีก 1 แสนคนต่อวัน และการปรับที่นั่งจากเดิมไม่ได้ล็อกเฉพาะที่สำหรับบริการเช็กอินผู้โดยสารที่ สถานีมักกะสันนั้น ขณะนี้มีเฉพาะผู้โดยสารของสายการบินไทยเฉลี่ยวันละ 300-400 คน แต่บริษัท ท่าอากาศยานไทย อยู่ระหว่างเจรจากับสายการบินที่จะเช่าเหมาลำให้มาเช็กอินที่สถานีมักกะสันทั้งหมด โดยจะมีมาตรการจูงใจ ทำให้คาดว่าไตรมาสแรก ปี 2557 จะมีผู้โดยสาร มาใช้บริการเช็กอินที่สถานีมักกะสันเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีการให้บริการตรวจคนเข้าเมือง ด้วย เพื่อลดความแออัดของสนามบินสุวรรณภูมิ อย่างไรก็ตาม ช่วงส่งท้ายปีเก่า วันที่ 31 ธ.ค. 2556 นี้ จะขยายเวลาการให้บริการแอร์พอร์ตลิงค์เพิ่มอีก 2 ชั่วโมง เป็นระหว่างเวลา 06.00-02.00 น. เพื่อรองรับการเดินทางช่วงดังกล่าว n
เหล่านี้คือการปรับตัวเพื่อรับกับการแข่งขันชิงผู้เช่าพื้นที่ และป้ายโฆษณาที่นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น







