posttoday
ส่องเทรนด์ร้อน 2557 กำหนดชะตาอุษาคเนย์

ส่องเทรนด์ร้อน 2557 กำหนดชะตาอุษาคเนย์

01 มกราคม 2557

โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร

โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร

ปี 2557 ถือเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของอาเซียน ก่อนจะรวมตัวเป็นประชาคมเดียวกัน ขณะที่ความเป็นไปและความเปลี่ยนแปลงใดๆ ในภูมิภาคนี้กำลังเป็นที่จับตามองจากทั่วโลก ในฐานะจิ๊กซอว์เติมเต็ม “ศตวรรษแห่งเอเชีย”

เทรนด์แรก ปรากฏการณ์หมอกควันข้ามชาติ ซึ่งได้รับความสนใจมากขึ้นในระยะหลัง และพัฒนาไปไกลกว่าแค่ปัญหาสุขภาพ อย่างกรณีหมอกควันในสิงคโปร์ที่มีต้นตอจากปัญหาไฟไหม้ป่าบนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย ทำให้ผู้คนเริ่มเรียกร้องภาครัฐและเอกชน ให้เอาจริงกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว ไม่ใช่แก้ปัญหาเป็นครั้งคราวเหมือนที่ผ่านมา

หนึ่งในต้นเหตุของปัญหา คือ การทำอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันโดยไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้บริโภคสามารถส่งสัญญาณไปถึงบริษัทผู้ผลิตว่า ไม่ต้องการสินค้าที่ได้มาแบบไม่ใส่ใจโลก และเมื่อสืบสาวราวเรื่องไปก็พบว่า บริษัทปาล์มที่เผาป่าเพื่อนำพื้นที่มาใช้เพาะปลูก ก็ต่างมีกลุ่มทุนจากสิงคโปร์เข้าไปเกี่ยวข้อง

เทรนด์ต่อมา อีโคคาร์รักษ์โลก เพราะประเทศอาเซียนมีปัญหาการจราจรติดขัดและมลภาวะทางอากาศ ซึ่งกระทบต่อขีดความสามารถในการผลิตของแต่ละประเทศ จึงต้องงัดมาตรการต่างๆ มาแก้ไขปัญหาดังกล่าว รวมถึงพัฒนาระบบขนส่งมวลชนและออกนโยบายสกัดดาวรุ่งการซื้อรถยนต์ เพื่อลดจำนวนยานพาหนะบนถนน อย่างในสิงคโปร์และบรูไน

ขณะที่หลายประเทศในอาเซียนพยายามจะเป็นฮับผลิตรถยนต์ในภูมิภาค กรณีของไทยที่ผลิตรถได้กว่า 2 ล้านคัน ในปี 2555 ส่วนหนึ่งมาจากการส่งเสริมการผลิตรถยนต์ขนาดเล็กประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์) เพื่อลดการบริโภคน้ำมันและการปล่อยมลภาวะ ส่วนอินโดนีเซียก็เดินตามแนวทางนี้ โดยออกมาตรการจูงใจให้ผลิตรถยนต์ขนาดเล็กที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และลาวที่วางตัวเป็นแบตเตอรี่แห่งเอเชีย ก็เริ่มส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ยานพาหนะไฟฟ้า

เทรนด์ที่ 3 สมาร์ทซิตี หลายเมืองในอาเซียนเริ่มตระหนักถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่กระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ และหันมาใส่ใจเรื่องนี้ รวมถึงการสร้างอาคารที่ออกแบบให้ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ สิงคโปร์และมาเลเซียวางเป้าหมายเรื่องนี้แล้ว

สมาคมวิจัยและข้อมูลก่อสร้าง (BSRIA) พบว่าตลาดอาคารอัจฉริยะ (Smart Building) ทั่วโลกมีแนวโน้มจะแตะ 1.03 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2563 จากปัจจุบัน 4.27 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

เทรนด์ที่ 4 สภาพอากาศแปรปรวน ภูมิภาคอาเซียนมีความเสี่ยงเผชิญกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศมากที่สุดในโลก หากไม่มีการจัดการใดๆ เพื่อรับมือ โดยมีปัจจัยจากการบุกรุกสร้างที่อยู่อาศัยและกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามแนวชายฝั่ง เพราะประชากรหนาแน่นขึ้น

ดัชนีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศประจำปี 2556 ของเมเปิลครอฟท์ ระบุว่า กรุงมะนิลา กรุงเทพฯ ย่างกุ้ง จาการ์ตา และโฮจิมินห์ซิตี เป็นเมืองหลวงที่มีความเสี่ยงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีความเสี่ยงจากทั้งหายนภัยธรรมชาติ ข้อจำกัดเรื่องทรัพยากร การพึ่งพาภาคเกษตรกรรม ประสิทธิภาพของภาครัฐ และระดับการศึกษา

ภาวะโลกร้อนมีแนวโน้มเป็นภัยคุกคามต่อภาคอุตสาหกรรม ทั้งส่งผลให้ปริมาณการปลูกข้าวลดลง หรือในกรณีมาเลเซีย ทุกๆ องศาที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้น จะทำให้รายได้จากปาล์มน้ำมันลดลงเฉลี่ย 42.6 ริงกิต (ราว 13.2 เหรียญสหรัฐ) ต่อพื้นที่ 1 เฮกตาร์ และจะส่งผลต่อการแก้ปัญหาความยากจนของพม่า

เทรนด์ที่ 5 การบริโภคเกินพอดี โดยเฉพาะยอดขายสินค้าหรูที่ขยายตัวมาก ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็มองหาทางเลือกที่ยั่งยืนมากขึ้น และเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพและความปลอดภัย เช่น เครื่องสำอางสกัดจากดอกไม้ อาหารออร์แกนิก รวมถึงใส่ใจเรื่องการประหยัดพลังงานและสิ่งแวดล้อม ผู้บริโภคฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสิงคโปร์ กำลังนิยมข้าวออร์แกนิกเพิ่มขึ้น

เทรนด์ที่ 6 ความท้าทายเรื่องทรัพยากร เพราะประเทศในอาเซียนต่างพยายามรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจเอาไว้ ทำให้ต้องหาความมั่นคงด้านทรัพยากรเป็นอันดับแรกๆ ทั้งพลังงาน น้ำ ความมั่นคงทางอาหาร และยิ่งต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ก็ทำให้ประเทศในอาเซียนต้องเร่งสะสมความมั่นคงทางทรัพยากรมากขึ้น

เทรนด์ที่ 7 การแบ่งปันผลประโยชน์ แม้ในขณะนี้เศรษฐกิจของอาเซียนจะขยายตัวต่อเนื่อง แต่ไม่ใช่ประชาชนทุกกลุ่มจะได้รับประโยชน์ เพราะความไม่เป็นธรรมเรื่องรายได้ยังคงเกิดขึ้น ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนก็ยังคงห่างมากในหลายประเทศ ซึ่งรัฐบาลแต่ละประเทศต้องเร่งกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกันปี 2557 จะเป็นปีที่หลายประเทศในอาเซียนมีแนวโน้มเผชิญกับมรสุมทางเศรษฐกิจหลายลูกที่ประดังเข้ามาพร้อมๆ กัน ทั้งอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น การชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนทางการเมือง และการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งปัจจัยสำคัญมาจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐประกาศลดใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ทำให้เงินทุนไหลออก

โดยเฉพาะไทยและอินโดนีเซียที่มีความเสี่ยงจากนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงมีความเสี่ยงด้านการเมืองเพิ่มเติม ขณะที่ไทยมีความเสี่ยงเรื่องหนี้ครัวเรือนที่แตะระดับ 80% ของจีดีพี ส่งผลให้การบริโภคชะลอตัว ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจ ส่วนฟิลิปปินส์ก็ยังอาการน่าเป็นห่วงจากผลพวงของพายุไห่เยี่ยน ที่ทิ้งร่องรอยความเสียหายทางเศรษฐกิจนานจนถึงครึ่งแรกของปี 2557

การเติบโตของอาเซียนขึ้นอยู่กับเทรนด์เหล่านี้ ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องถึงกัน และเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ขึ้นอยู่กับความสามารถในการรับมือของแต่ละประเทศ และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและประชาชน

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่