
เครื่องมือถ่วงดุลสภา
ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแบบรัฐสภา รัฐบาลหรือฝ่ายบริหารสามารถทำหน้าที่ตามกฎหมายได้ตราบเท่าที่ยังคงได้รับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย แต่ในอีกด้านหนึ่งรัฐบาลเองก็มีอำนาจในเชิงถ่วงดุลกับฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎรได้ เมื่อเกิดกรณีที่มีปัญหาทางการเมืองรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีอาจใช้วิธีการลาออก หรือการยุบสภา เพื่อเป็นการยุติความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนั้น
ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแบบรัฐสภา รัฐบาลหรือฝ่ายบริหารสามารถทำหน้าที่ตามกฎหมายได้ตราบเท่าที่ยังคงได้รับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย แต่ในอีกด้านหนึ่งรัฐบาลเองก็มีอำนาจในเชิงถ่วงดุลกับฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎรได้ เมื่อเกิดกรณีที่มีปัญหาทางการเมืองรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีอาจใช้วิธีการลาออก หรือการยุบสภา เพื่อเป็นการยุติความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนั้น
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 108 กำหนดให้การยุบสภาเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขแห่งรัฐ เป็นผู้ตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร โดยการเสนอและรับสนองพระบรมราชโองการของนายกรัฐมนตรี และต้องกำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายใน 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาใช้บังคับ ผลสำคัญของการยุบสภาผู้แทนราษฎรก็คือทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง
สิ่งที่น่าพิจารณาอีกประการหนึ่ง อันเป็นผลมาจากการยุบสภา คือร่างกฎหมายที่ค้างการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรหรือในวุฒิสภาจะอยู่ในสถานะอย่างไร ซึ่งหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ได้กำหนดว่าหากมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร และมีการเลือกตั้งทั่วไปแล้ว สามารถนำร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบมาเริ่มพิจารณาต่อได้ หากคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปได้ร้องขอภายใน 60 วัน แต่ถ้าคณะรัฐมนตรีมิได้ร้องขอภายในกำหนดเวลาแล้ว ร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นอันตกไป
อย่างไรก็ตาม แม้การยุบสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นเครื่องมือหนึ่งของรัฐบาลในระบบรัฐสภาเพื่อใช้ถ่วงดุล แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปจนทำให้สถานการณ์ทางการเมืองอยู่ในลักษณะที่รัฐบาลและเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรต่างมาจากพรรคการเมืองเดียวกัน การยุบสภาจึงมิได้นำมาใช้เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่อาจมีผลกระทบต่อสถานะของรัฐบาลเอง
หากการยุบสภาถูกใช้อย่างพร่ำเพรื่อ โดยมิได้คำนึงถึงสาเหตุที่แท้จริงของวิกฤตการณ์ของการเมืองแล้ว นอกจากปัญหาการเมืองที่แท้จริงจะไม่ถูกแก้ไข อาจทำให้การบริหารประเทศ โดยเฉพาะในทางเศรษฐกิจเกิดความชะงักงัน ขาดความต่อเนื่องจนเกิดผลร้ายต่อประเทศได้







