
"ทวาย" โอกาสศก.ฤาวิกฤตชุมชน
โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย นับเป็นโครงการที่ได้รับการยกย่องจากนักธุรกิจและนักลงทุนจำนวนมาก
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย นับเป็นโครงการที่ได้รับการยกย่องจากนักธุรกิจและนักลงทุนจำนวนมาก ในฐานะโครงการที่น่าจะก่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ นำพาโอกาสทางธุรกิจมาสู่ทั้งไทยและพม่า รวมทั้งอาจเป็นบันไดอีกขั้นในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างประเทศในอาเซียน
หากแต่ความเป็นจริง การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่บนพื้นที่ 205 ตร.กม. ไม่ได้นำมาแค่ “โอกาส” แต่ยังนำพา “ความทุกข์” สู่ชาวบ้านและชุมชนในพื้นที่อีกด้วย “Stop building another Map Ta Phut in Dawei” หรือ “หยุดสร้างมาบตาพุดอีกแห่งในทวาย” ยังเป็นประโยคที่ดังในใจของชาวบ้านจำนวนมาก
ทาน ซินท์ ผู้ประสานงานสมาคมพัฒนาทวาย (ดีดีเอ) สมาคมที่เกิดจากการรวมตัวของชุมชนในพื้นที่ เล่าว่า ตั้งแต่ปี 2553 ที่มีการเซ็นสัญญาก่อสร้างโครงการทวาย มีปัญหาต่างๆ เข้าสู่พื้นที่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง เช่น การเข้ามาเคลียร์พื้นที่ก่อสร้างโดยไม่แจ้งให้ชุมชนทราบล่วงหน้า การบุกรุกถนนและที่ดินทำกินของชาวบ้าน การก่อสร้างโดยไม่ป้องกันการเกิดตะกอน ทำให้แหล่งน้ำธรรมชาติไม่สามารถใช้ดื่มกินได้ ที่สำคัญ คือ มีความพยายามบังคับให้ชาวบ้านออกจากที่อยู่อาศัยเดิมโดยไม่เต็มใจ และไม่มีแผนชดเชยที่เป็นธรรม
“แผนก่อสร้างเดิมจะบังคับให้ชาวบ้านกว่า 3.2 หมื่นคน จาก 19 หมู่บ้าน ออกจากพื้นที่ โดยสถานที่ที่เตรียมไว้รองรับการเคลื่อนย้ายไม่เพียงพอต่อจำนวนคนที่ต้องย้าย อีกทั้งยังไม่มีการชดเชยเรื่องการประกอบอาชีพทดแทนอาชีพเดิมที่เสียไป”
ปัญหาของเรื่องทั้งหมดค่อนข้างซับซ้อน เนื่องจากชาวบ้านบางส่วนก็ไม่ทราบว่าตัวเองมีสิทธิอะไรบ้าง ทั้งสิทธิในที่ดิน สิทธิในการเรียกร้อง ดีดีเอจึงพยายามสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ชาวบ้าน และจัดแคมเปญทางสังคมอย่างต่อเนื่อง เช่น การปั่นจักรยานจากย่างกุ้งถึงทวายเป็นเวลา 10 วัน เพื่อแจกแผ่นพับสร้างความรู้ความเข้าใจ การรณรงค์ต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน การยื่นจดหมายต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทย และการปิดถนนไม่ให้บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ หรือไอทีดี ผู้รับสัมปทานโครงการในขณะนั้นเข้าไปก่อสร้างได้
เขายืนยันว่า พวกเขาไม่ใช่ต่อต้านการพัฒนา แต่เป็นการพัฒนาที่ไม่มีแผนการจัดการและแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม พวกเขาต้องการให้ผู้รับผิดชอบเปิดเผยข้อมูล หลีกเลี่ยงแผนโครงการที่ทำให้เกิดการย้ายถิ่นโดยไม่สมัครใจ หรือชดเชยทั้งในรูปแบบของเงิน ที่อยู่อาศัย ตลอดจนที่ดินทำกินแก่ผู้ที่จำเป็นต้องย้ายถิ่นอย่างเป็นธรรม
“ที่ผ่านมาเคยได้ยินว่าการชดเชยในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งสิ้นกว่า 250 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ก็ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลว่า คิดบนฐานชาวบ้านจำนวนเท่าไร คิดอย่างไร ค่าอะไรบ้าง ผู้ลงทุนรายใหม่ที่จะเข้ามาต้องคำนึงเรื่องเหล่านี้ด้วย”
ปัจจุบันทางการได้ปรับแผนก่อสร้างโครงการ จึงลดจำนวนผู้ต้องออกจากพื้นที่จาก 3.2 หมื่นคน ใน 19 หมู่บ้าน เหลือ 1.1 หมื่นคน ใน 6 หมู่บ้าน ผู้รับผิดชอบโครงการทวาย “เปลี่ยนมือ” จากไอทีดีมาเป็นรัฐบาลพม่าและรัฐบาลไทย เยลินมิ้นท์ ผู้ก่อตั้ง ดีดีเอ บอกว่า พวกเขารู้สึกดีใจที่ไอทีดีหลุดออกไปจากการเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ เพราะชาวบ้านในพื้นที่เชื่อว่าไอทีดีไม่มีเงินจ่ายชดเชย และไม่สามารถดำเนินโครงการทวายต่ออย่างมีประสิทธิภาพ
แต่ปัญหาหนึ่งที่ยังตอบไม่ได้ คือ ใครเป็นผู้ที่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ชาวบ้านจากปัญหาในส่วนที่ดำเนินการไปแล้ว ระหว่างไอทีดี รัฐบาลพม่า รัฐบาลไทย หรือ ผู้ลงทุนรายใหม่ที่จะเข้ามารับช่วง และจะทำอย่างไร ให้การจ่ายค่าชดเชยนั้นโปร่งใส เพราะที่ผ่านมาเขา เชื่อว่ามีการคอร์รัปชั่นในกระบวนการชดเชย
ความหวังของพวกเขาในวันนี้ ส่วนหนึ่งอยู่ที่การตัดสินใจเข้าร่วมลงทุนโครงการทวายของรัฐบาลและนักลงทุนญี่ปุ่น ซึ่งรัฐบาลไทยและพม่าให้ความสำคัญกับญี่ปุ่นมาก ดังนั้น หากญี่ปุ่นมุ่งมั่นตามหลักสากล โดยการระงับการเข้าร่วมจนกว่าพม่าและไทยจะมีแผนปฏิบัติตามหลักสากลทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อมและชุมชน เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ก็น่าจะเป็นทางออกหนึ่งของคนในพื้นที่







