
เอสเอ็มอี แอดวานซ์ (3) สถาบันภาษา iLiC ปฏิวัติการสอน
สุดยอดแผนธุรกิจ (SMEs Advance Business Plan Champion 2013) หรือ เอสเอ็มอี แอดวานซ์ ทีมที่ 3 ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
สุดยอดแผนธุรกิจ (SMEs Advance Business Plan Champion 2013) หรือ เอสเอ็มอี แอดวานซ์ ทีมที่ 3 ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย จัดโดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) คือ “สถาบันภาษา iLiC”
ทีมนี้มีแผนธุรกิจโดดเด่นในด้านการเป็นสถาบันสอนภาษา สำหรับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม คือกลุ่มธุรกิจหรือบริษัทไทย ที่มีบริการคอลเซ็นเตอร์ให้ลูกค้าคนไทยและต่างชาติให้โทรศัพท์เข้ามาสอบถามบริการด้านต่างๆ
สมาชิกในทีม 5 คน ประกอบไปด้วย รัษฎา ปัญญาเสวนมิตร กิตติ์ชญา ลือสุขประเสริฐ สรยุทธ อังคณานุกิจ อรรคร์วุฒิ รุจิจินดาวรรณ และปวีณา ณ นคร ที่ร่วมคิดแผนธุรกิจดังกล่าวออกมา
“สรยุทธ อังคณานุกิจ” หนึ่งในสมาชิกทีม กล่าวว่า แนวคิดในการทำธุรกิจสถาบันสอนภาษา iLiC แตกต่างจากสถาบันภาษาที่มี ซึ่งในประเทศไทยมีสถาบันสอนภาษาจำนวนมาก แต่ยังไม่มีสถาบันสอนภาษาที่มีรูปแบบเหมือนกับบริษัทที่มีจุดเด่น ทั้ง 1.การสอนภาษาให้แก่ลูกค้ากลุ่มธุรกิจต่างๆ ที่ต้องการสื่อสารและใช้คำศัพท์ในการสนทนาแบบเฉพาะทาง ทำให้ผู้ที่เรียนนำไปใช้กับธุรกิจได้รวดเร็ว
2.การพัฒนาระบบเว็บไซต์ ที่ให้ผู้เรียนต้องโต้ตอบผ่านเว็บไซต์ หลังจากนั้นจะมีอาจารย์ที่ติดตามประมวลผลผ่านเว็บไซต์ ที่ให้คนเรียนได้โต้ตอบ ผ่านระบบกล้องวิดีโอ รวมทั้งจะพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้ผู้เรียนได้เข้าถึงการเรียนอย่างรวดเร็วผ่านโมบาย แอพพลิเคชั่น ที่ผู้เรียนต้องฝึกพูดทุกวัน
3.การมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายชัดเจน เพราะเน้นธุรกิจที่มีบริการคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ ขณะที่สมาชิกในทีมทั้ง 5 คน ต่างมีธุรกิจที่แตกต่างกันทั้งธุรกิจบริการด้านไอที ธุรกิจนำเข้าส่งออก ธุรกิจส่งออก ศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจทั่วประเทศ และธุรกิจกาแฟ สามารถเจาะเครือข่ายจากลูกค้าของตัวเองได้
4.ธุรกิจสถาบันภาษา ลงทุนในระดับที่น้อย ประมาณ 12 ล้านบาทเท่านั้น โดยเป็นการลงทุนพัฒนาไอทีและแอพพลิเคชั่นเป็นหลัก ส่วนจำนวนพนักงานมีประมาณ 56 คน รวมทั้งให้สมาชิกในทีมสามารถไปทำหน้าที่เป็นอาจารย์สอนภาษาที่แต่ละคนมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจของตัวเองได้
ขณะที่กลยุทธ์ในการสอนนั้น ที่เป็นสิ่งสำคัญมากของธุรกิจสถาบันสอนภาษา จะมุ่งปรับรูปแบบการสอนใหม่ ไม่สอนในรูปแบบท่องจำ มุ่งใช้นวัตกรรม มาร่วมกับการสอน เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจสามารถนำไปใช้ได้จริงในเวลาสั้น พร้อมกับมุ่งเน้นการฝึกอย่าง สม่ำเสมอ ทำให้ผู้เรียนได้พูดอย่างต่อเนื่อง และ มีระบบ ติดตามผลของอาจารย์ที่สอนอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ สิ่งสำคัญของธุรกิจคือ แผนการตลาดจะมุ่งเจาะธุรกิจที่เป็นเครือข่ายของสมาชิก ทั้งการใช้กระแสบอกปากต่อปาก การทำเว็บไซต์ www.ilic.in.th และการทำเฟซบุ๊กเพื่อขยายฐานกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้น
ส่วนแรงกระตุ้นสำคัญให้คนเข้ามาเรียนนั้น อยู่ที่ค่าเรียน โดย iLiC วางราคาไม่สูง เพราะมีอัตราค่าบริการในการเรียน เริ่มต้น 4,000 บาทต่อหลักสูตร และหลักสูตรขั้นสูงสุด ประมาณ 6,900 บาท คาดว่าจะมีนักเรียนมาเรียนเดือนละประมาณ 45 คน มั่นใจว่าภายใน 12 ปีข้างหน้า จะสามารถถึงจุดคุ้มทุนได้ สร้างรายได้ต่อปีประมาณ 510 ล้านบาท เพราะวางเป้าหมายใน 10 ปีข้างหน้า มีโอกาสถึงระดับ 100 ล้านบาท และสามารถสร้างผลกำไรได้ถึง50%
“ถือได้ว่าเป็นธุรกิจที่ลงทุนน้อย แต่สามารถได้ผลตอบแทนในระดับที่สูง และมีความเสี่ยงในระดับต่ำ จึงมีความเหมาะสมอย่างมากกับการเริ่มต้นทำธุรกิจ รวมทั้งยังไม่มีคู่แข่งในธุรกิจที่เป็นรูปแบบเดียวกันมาก่อน” สรยุทธ กล่าว
หากประเมินถึงอนาคตของธุรกิจสถาบันสอนภาษา มีแนวโน้มรุ่งเรืองและสดใส เพราะในปี 2558 จะมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ทำให้สถาบันภาษาจะเป็นที่ต้องการสูงมากในประเทศ ดังนั้น คนไทยจำเป็นต้องเรียนภาษาเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งลูกค้าในกลุ่มองค์กรต่างๆ จำเป็นต้องให้พนักงานโดยเฉพาะกลุ่มคอลเซ็นเตอร์สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษเพื่อโต้ตอบกับลูกค้าต่างชาติที่จะมีจำนวนมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังสนใจขยายธุรกิจ เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติ ที่เข้ามาเปิดบริษัทในไทยด้วย เพราะเชื่อว่าจะต้องมีบริษัทต่างชาติเข้ามาจัดตั้งสำนักงานในไทยเพิ่มขึ้นแน่นอน จากจุดเด่นของสถาบันสอนภาษาสำหรับธุรกิจ iLiC ที่มุ่งฐานลูกค้าอย่างชัดเจน มีตลาดขนาดใหญ่ จึงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจใหม่ที่น่าจับตามองอย่างมาก







