หุ้นผันผวนตามคิวอี-การเมือง
ดัชนีหุ้นสัปดาห์นี้ร่วงตั้งแต่เปิดตลาดวันจันทร์ที่ได้แรงกดดันจากความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ดัชนีหุ้นสัปดาห์นี้ร่วงตั้งแต่เปิดตลาดวันจันทร์ที่ได้แรงกดดันจากความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ลง และทยอยปรับขึ้นได้ช่วงกลางสัปดาห์จากแรงซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกลับมาลดลงอีกทีช่วงปลายสัปดาห์จากความกังวลทางการเมืองที่มีการนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ แต่หากเทียบกับสัปดาห์ก่อนถือว่าดัชนีเคลื่อนไหวค่อนข้างทรงตัว โดยดัชนีมาปิดที่ระดับ 1,342.72 จุด เพิ่มขึ้น 0.12% จากสัปดาห์ก่อน
ขณะที่นักลงต่างชาติยังมีแรงขายสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง ซึ่งนายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า การที่เฟดมีมติลดมาตรการคิวอีเดือนละ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือนในครั้งนี้ เป็นการสร้างความประหลาดใจและลดลงเร็วกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ได้คาดการณ์ไว้น่าจะเกิดขึ้นจริงในเดือน มี.ค. 2557
ดังนั้น จึงมีความเสี่ยงที่จะเห็นการทยอยขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติออกมาอีกในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้าอีกประมาณ 23 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะกดดันทำให้ดัชนีลงได้อีกประมาณ 4070 จุด จากปัจจุบัน
เช่นเดียวกับนายนิวัฒน์ กาญจนภูมินทร์ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ที่มองว่าคิวอีลดลงเร็วกว่าที่คาดทำให้ประเมินว่าเงินลงทุนในตราสารหนี้จะไหลออกต่อเนื่อง และคาดว่าเม็ดเงินต่างชาติที่ลงทุนในตราสารหนี้ไทยออกไปอีกประมาณ 1 แสนล้านบาทได้ หากการลดคิวอีมีผลในเดือน ม.ค. 2557 เนื่องจากความน่าสนใจของตราสารหนี้ระยะสั้นของไทยมีแนวโน้มน้อยลง เพราะดอกเบี้ยนโยบายลดลงมาอยู่ที่ 2.25% ซึ่งปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติมียอดถือครองในตราสารหนี้ระยะสั้นอยู่ที่ 1.1 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ ตั้งแต่มีปัญหาทางการเมืองเดือน ต.ค.จนถึงขณะนี้ รวมถึงข่าวการลดคิวอีลง ทำให้ต่างชาติขายตราสารหนี้ไปเกือบ 1 แสนล้านบาท และโยกเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดพัฒนาแล้วแทน โดยเฉพาะในตราสารหนี้ระยะยาว 1015 ปีของสหรัฐ ที่ให้ผลตอบแทนสูงถึง 10-15%
กองอสังหาฯ เจริญชะงักกองทุนทรูฉลุย
นางชวินดา หาญรัตนกูล รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงาน กองทุนอสังหาริมทรัพย์และกองทุนส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย เปิดเผยว่า กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ Thai Hotel Investment Fund (THIF) ที่มีนโยบายลงทุนในโรงแรม 12 แห่ง มูลค่าไม่ต่ำกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท ของกลุ่มนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ซึ่งมีแผนจะเปิดขายให้นักลงทุนทั่วไปได้ภายในปีนี้นั้น อาจจะต้องเลื่อนออกไปขายในช่วงไตรมาสแรกปี 2557 ทั้งนี้ บลจ.กรุงไทย ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ไปแล้ว
“ยังต้องรอกระบวนการตรวจสอบและขอข้อมูลเพิ่มจาก ก.ล.ต.ประกอบกับภาวะการลงทุนในช่วงนี้ไม่ค่อยเอื้ออำนวยมากนักจากปัญหาการเมืองในประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่กดดันบรรยากาศลงทุน ทำให้นักลงทุนรายย่อยไม่มั่นใจที่จะซื้อหน่วยลงทุน เราจึงจำเป็นต้องรอให้สถานการณ์คลี่คลายไปในระดับหนึ่งก่อน ซึ่งคาดว่าไตรมาสแรกปีหน้าปัญหาทางการเมืองน่าจะเริ่มเข้าที่เข้าทางและสามารถอธิบายต่อนักลงทุนต่างชาติได้” นางชวินดา กล่าว
ขณะที่นางโชติกา สวนานนท์ กรรมการ ผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ผลการเสนอขายกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมทรูโกรท (TRUEGIF) ได้รับความสนใจจองซื้อจากผู้จองซื้อทั่วไปและนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศตามที่ตั้งเป้าหมายไว้มูลค่า 58,080 ล้านบาท ถึงแม้ในช่วงเวลาเสนอขายเศรษฐกิจโลกจะผันผวนและมีปัญหาการเมืองในประเทศอยู่ก็ตาม และถือเป็นกองทุนที่มีการเสนอขายหน่วยลงทุนครั้งแรกแก่ประชาชนทั่วไป (IPO) ที่มีมูลค่าการเสนอขายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในปี 2556
นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) กล่าวว่า ความสำเร็จในการตั้งกองทุนในครั้งนี้จะทำให้กลุ่มทรูซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจทางด้านสื่อสารโทรคมนาคมครบวงจร รวมถึงการให้บริการโทรมือถือ 3G และ 4G สามารถปรับโครงสร้างทางการเงินให้มีความแข็งแกร่งพร้อมที่จะรองรับการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องและมั่นคง รวมทั้งเปิดรับพันธมิตรร่วมลงทุนทางธุรกิจต่อไป เพื่อพลิกโฉมธุรกิจได้ตามแผน
ปตท.อัดสภาพคล่องบริหารเงินในกลุ่ม
นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. (PTT ) เปิดเผยว่า กลุ่ม ปตท.ได้กำหนดกลยุทธ์การดำเนินงานทางการเงินและบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลมุ่งสู่การเป็น World Class CFA ให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ ปตท. ในการเป็นบริษัทพลังงานข้ามชาติชั้นนำ คณะกรรมการ ปตท. จึงอนุมัติให้ ปตท.บริหารจัดการสภาพคล่องระยะสั้นระหว่าง ปตท. และบริษัทในกลุ่ม ปตท. ในการกู้ยืมเงินระหว่างกันในรูปสกุลเงินบาทหรือเหรียญสหรัฐกับบริษัทในกลุ่ม 4 บริษัท
ประกอบด้วย บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) วงเงินสัญญาที่ ปตท.ให้กู้ หรือ PTT สามารถกู้ได้ 5,000 ล้านบาท บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) วงเงินที่ ปตท.ให้กู้ 5,000 ล้านบาท หรือวงเงินที่ ปตท.สามารถกู้จาก PTTGC วงเงิน 2,000 ล้านบาท บริษัท ไทยออยล์ (TOP) วงเงินที่ PTT สามารถให้กู้หรือกู้จาก TOP 2,000 ล้านบาท และบริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) ที่ ปตท.สามารถให้กู้ได้ 5,000 ล้านบาท หรือ ปตท.กู้จาก IRPC 300 ล้านบาท







