
ขีดความสามารถการแข่งขันชิ้นส่วนยานยนต์ไทย
.....นคร สังขรัตน์
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ ได้ให้ความสนใจต่อการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเป็นอย่างมาก โดยถือเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
ปัจจุบันมีการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศจากหน่วยงาน 2 สถาบัน คือ การจัดอันดับของสถาบัน IMD (Institute for Management Develop ment) และการจัดอันดับของ WEF (World Economic Forum)
ในปี 2552 สถาบัน IMD ได้จัดอันดับให้ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้นจากอันดับที่ 27 ในปีที่แล้ว ขยับสูงขึ้นเป็นอันดับที่ 26 ในปีนี้ แต่ยังต่ำกว่าในปี 2548 ที่เคยอยู่ในอันดับที่ 25 จากทั้งหมด 57 ประเทศ ในขณะที่ WEF ได้จัดอันดับให้ไทยมีความสามารถในการแข่งขันลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่สอง จากอันดับ 34 ในปีที่แล้ว มาอยู่ในอันดับ 36 จากทั้งหมด 133 ประเทศ
สำหรับประเทศไทยมีแนวคิดในการจัดทำดัชนีวัดขีดความสามารถในการแข่งขันภาคอุตสาหกรรมมาตั้งแต่ปี 2549 โดยเป็นการหารือร่วมกันระหว่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กับ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในสมัยนั้น เกี่ยวกับแนวทางและนโยบายการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม โดยมี ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือในเรื่องดังกล่าว
ต่อมาได้มีแนวคิดร่วมกันในการจัดตั้งคณะทำงานระหว่างรัฐเอกชน เพื่อทำงานในเชิงลึกในการประเมินภาพรวมของปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการที่เรียกว่า PPP Dialogue หรือ PublicPrivate Partnership (PPP) Dialogue โดยมีความเห็นพ้องให้มีการจัดทำดัชนีที่บ่งบอกถึงขีดความสามารถในการแข่งขันภาคอุตสาหกรรม (Competi tiveness Index) เพื่อเป็นเข็มทิศบ่งบอกถึงทิศทางที่เหมาะสมในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจในภาพรวม
ศูนย์เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน (NIDA Center for Enhancing Competitiveness) คณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ภายใต้การดำเนินงานของ ผศ.ดร.ธัชวรรณ กนิษฐ์พงศ์ หัวหน้าโครงการ ได้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดทำดัชนีชี้วัดขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์เพื่อเป็นโครงการนำร่อง ซึ่งได้จัดทำเป็นรายไตรมาสมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2551
จากผลการสำรวจข้อมูลความคิดเห็นของผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์ในไตรมาส 4 ปี 2552 พบว่าขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในไตรมาส 4 ของปี 2552 (ดัชนีมีค่าอยู่ระหว่าง 0
–200 ถ้าดัชนีอยู่ในระดับสูงกว่า 100 แสดงว่าอุตสาหกรรมมีความสามารถในการแข่งขันดีขึ้น ถ้าดัชนีเท่ากับระดับ 100 แสดงว่ามีความสามารถในการแข่งขันไม่เปลี่ยนแปลง และถ้าดัชนีอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 100 แสดงว่ามีความสามารถในการแข่งขันที่แย่ลง) พบว่ามีค่าดัชนี 115.53 ขยายตัวเพิ่มจากไตรมาสก่อนซึ่งอยู่ที่ 104.57 ซึ่งฟื้นตัวเป็นไตรมาสที่สามติดต่อกันเป็นสัญญาณสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยที่ผลักดันให้ดัชนีขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นในไตรมาส 4 ได้แก่ การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาจากรัฐบาล การส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐ สภาวะเศรษฐกิจของประเทศ อัตราแลกเปลี่ยน ราคาน้ำมัน ราคาวัตถุดิบ ความเข้มงวดในการปล่อยเงินกู้
นอกจากนี้ยังได้รับอานิสงส์จากความชัดเจนในโครงการไทยเข้มแข็งที่มีแผนลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ ส่งผลให้ปัจจัยทางด้านโครงสร้างพื้นฐานฟื้นตัว อาทิ คุณภาพการขนส่งทางบก คุณภาพโลจิสติกส์ คุณภาพไฟฟ้า คุณภาพน้ำประปา และคุณภาพไอซีที
สำหรับปัจจัยขีดความสามารถจากภายในองค์กรเองก็ขยายตัวดีขึ้นทั้งในด้านกำลังการผลิต คุณภาพสินค้า เทคโนโลยีและความทันสมัยของเครื่องจักร การตลาด การขาย และการส่งมอบสินค้า คุณภาพบุคลากร การฝึกอบรมบุคลากร การลดต้นทุน และความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตชิ้นส่วน
สำหรับข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการต่อภาครัฐ ได้แก่ ควรมีมาตรการควบคุมไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งเกินไป สร้างเสถียรภาพทางการเมืองเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ส่งเสริมการฝึกอบรมและการพัฒนาฝีมือแรงงานเพิ่มขึ้น มีมาตรการด้านภาษีและอัตราดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนการจัดหาเครื่องจักร มีมาตรการส่งเสริมด้านการตลาด สนับสนุนอุตสาหกรรมต้นน้ำ พัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว และส่งเสริมการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในภาครัฐ







