
เจาะตลาดจีน
พฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศอาเซียน+6 : สาธารณรัฐประชาชนจีน
พฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศอาเซียน+6 : สาธารณรัฐประชาชนจีน
สาธารณรัฐประชาชนจีน นับเป็นตลาดการค้าที่สำคัญอันดับ 1 ของไทย โดยในช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.) 2556 มีมูลค่าการค้าในภาพรวมประเทศ จำนวน 928,661.41 ล้านบาท ขณะที่ SMEs มีมูลค่าการค้า 344,901.65 ล้านบาท และเป็นตลาดหลักอันดับ 1 ทั้งในด้านการส่งออก และนำเข้าสินค้าของทุกวิสาหกิจไทย
ด้วยศักยภาพของจีน ที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีอัตราการเติบโตด้วยตัวเลข 2 หลักเกือบทุกปี จากตัวเลขของธนาคารโลกในปี ค.ศ. 2011 พบว่า ประเทศจีนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าประเทศไทยถึง 18.8 เท่า ผลจากการพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการผลิตภาคอุตสาหกรรมป้อนให้กับการบริโภคของตลาดโลก ส่งผลให้ชาวจีนมีรายได้อยู่ในระดับสูง
จากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคเชิงลึกในประเทศอาเซียนบวก6 ของ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยศึกษากลุ่มผู้บริโภคในเมืองเซี่ยงไฮ้และเมืองเทียนสิน ซึ่งเป็นเมืองเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับ 1 และ 2 ของประเทศจีน พบว่า ตลาดเป็นของผู้บริโภค ชาวจีนทั้งสอง เมืองมีกำลังซื้อสูงมาก และนิยมสินค้าแบรนด์เนมจากประเทศตะวันตก เนื่องจากมีทัศนคติว่าราคามาพร้อมคุณภาพและการส่งเสริมภาพลักษณ์ของตน ซึ่งมีพฤติกรรมการบริโภคสินค้า ดังนี้
อุตสาหกรรมอาหาร ชาวจีนเลือกบริโภคอาหารจีนเป็นพื้นฐาน แต่ปัจจุบันอาหารจากต่างประเทศเริ่มมีบทบาทมากขึ้น รวมถึงอาหารไทยที่ได้รับความนิยมในฐานะเป็นทางเลือกที่ 3 และทั้งนี้ชาวจีนโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นเก่า นิยมปรุงอาหารเองที่บ้าน จึงมีการสำรองอาหารสดแช่แข็งไว้ ขณะที่กลุ่มคนที่มีความรู้สูงซึ่งทำงานในองค์กรใหญ่ๆ จะรับประทานอาหารนอกบ้านก่อนกลับบ้าน และนิยมสำรองอาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุงหรือพร้อมรับประทานไว้ในตู้เย็น ซึ่งกระแสของคนรุ่นใหม่นี้ ผลักดันให้เกิดการผลิตอาหารสำเร็จรูปบรรจุหีบห่อวางขายตามห้างสรรพสินค้า
สำหรับร้านอาหารไทยซึ่งเป็นทางเลือกที่ 3 ของชาวจีน ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและนับเป็นธุรกิจที่มีอนาคต เห็นได้จากเมืองเซี่ยงไฮ้ ปัจจุบันมีร้านอาหารไทยจำนวน 95 ร้าน แต่มีเจ้าของเป็นคนไทยเพียง 5 ร้านเท่านั้น นอกจากนี้ พบว่า ร้านอาหารไทยเป็นช่องทางการแนะนำผลิตภัณฑ์อาหารที่มีศักยภาพอีกช่องทางหนึ่ง
อุตสาหกรรมเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ผู้บริโภคนิยมและติดตามกระแสแฟชั่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ ยี่ห้อดังจากอิตาลี ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น รวมถึงสีสันก็เป็นไปตามฤดูกาลที่นักออกแบบเป็นผู้กำหนด และต้องการให้ผู้ขายทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาแนะนำการผสมผสานรูปแบบสีสันของเสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า กระเป๋า ดังนั้นผู้ประกอบการไทยที่สนใจตลาดประเทศจีน จึงควรทำความเข้าใจกระแสแฟชั่นของตะวันตกเป็นกรณีศึกษา และต้องผลิตสินค้าให้มีคุณภาพและรูปแบบที่เทียบเท่ากับสินค้าแบรนด์เนมจากตะวันตก หรือเทียบเท่าผลิตภัณฑ์แฟชั่นชั้นสูงของจีนจึงจะประสบความสำเร็จ
อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ชาวจีนพร้อมที่จะซื้อเครื่องประดับคุณภาพของแท้ราคาแพง หรือเครื่องประดับยี่ห้อดัง ทำมาจากวัสดุแท้หรือวัสดุหายาก โดยเฉพาะเครื่องประดับของคาร์เทียร์ (Cartier) เป็นยี่ห้อที่อยู่ในใจของคนส่วนมากในเซี่ยงไฮ้
โอกาสของสินค้าไทยในประเทศจีน
อุตสาหกรรมที่มีอนาคตในการทำตลาดในประเทศจีนของผู้ประกอบการไทย คือ อุตสาหกรรมอาหาร ทั้งร้านอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารไทย แต่สำหรับสินค้าแฟชั่นเสื้อผ้านับเป็นตลาดที่แข่งขันยาก หากสินค้าไทยไม่สามารถผลิตให้มีคุณภาพและรูปแบบเทียบเท่าสินค้าท้องถิ่น หรือสินค้าแบรนด์เนมจากประเทศตะวันตก ขณะที่สินค้าเครื่องประดับยังมีโอกาส ถ้าสามารถทำสินค้าคุณภาพและเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม โดยผลิตจำนวนน้อยชิ้น เน้นที่รูปแบบและรูปลักษณ์ของสินค้าที่ผู้สวมใส่รู้สึกได้ถึงความแตกต่างจากคนอื่นอย่างมีรสนิยมและเห็นได้ชัดในสังคม
อย่างไรก็ดี จากผลการศึกษาในครั้งนี้ พบว่าประเทศที่น่าสนใจในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SMEs ของไทยไปทำการค้า เรียงลำดับจากมากที่สุดไปจนถึงน้อย ได้แก่ จีน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย แต่การจะครองใจผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงๆ ในประเทศเหล่านี้ ผู้ประกอบการจะต้องทำการศึกษาเชิงลึกด้วยตัวเองเพื่อให้เข้าใจตลาดอย่างถ่องแท้เมื่อเปรียบเทียบกับศักยภาพของตัวเอง
ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ไทย
1. ผู้ประกอบการ SMEs ไทย ควรรวมตัวกันจากผู้ผลิตรายย่อยๆ ที่มีความแตกต่างในทักษะและศักยภาพ เข้าร่วมกันทำตลาดภายใต้แบรด์เดียวกัน เช่น เสื้อผ้าหญิง เสื้อผ้าชาย กระเป๋า รองเท้า และหารูปแบบการทำธุรกิจที่ทุกคนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของด้วยกัน ซึ่งจะทำให้มีพลังในการต่อสู้มากกว่า
2. ค้นคว้าหาความรู้ด้านการบริหารธุรกิจแบบกิจการผลิตสินค้าและการทำตลาดระดับสูง
สำหรับผู้สนใจข้อมูลผลการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในกลุ่มประเทศ ASEAN+6 สามารถติดตามได้ที่ www.sme.go.th







