
เศรษฐกิจไทยทรุดกว่าที่คาด
สัปดาห์ที่แล้ว สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 3 ขยายตัว 2.7% ต่ำกว่าที่คาดการณ์และยังต่ำกว่าไตรมาส 2 ที่ขยายตัว 2.9% สศช.ยังปรับคาดการณ์ขยายตัวเศรษฐกิจไทยปี 2556 (ครั้งที่ 3) เหลือ 3.0% จากปีที่แล้วขยายตัว 6.5% เป็นผลจากการถดถอยของภาคส่งออกช่วง 9 เดือน ที่ผ่านมา ที่ขยายตัวได้เพียง 0.005% แต่ในเชิงเงินบาท ติดลบ 3.42% ทั้งปี 2556 อาจขยายตัว 0% ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ยังยืนยันเป้าส่งออกขยายตัวได้ 1.0% จากเป้าหมายเดิม 77.5% และปี 2557 ตั้งเป้าขยายตัว 7.0% โดยประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัว
สัปดาห์ที่แล้ว สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 3 ขยายตัว 2.7% ต่ำกว่าที่คาดการณ์และยังต่ำกว่าไตรมาส 2 ที่ขยายตัว 2.9% สศช.ยังปรับคาดการณ์ขยายตัวเศรษฐกิจไทยปี 2556 (ครั้งที่ 3) เหลือ 3.0% จากปีที่แล้วขยายตัว 6.5% เป็นผลจากการถดถอยของภาคส่งออกช่วง 9 เดือน ที่ผ่านมา ที่ขยายตัวได้เพียง 0.005% แต่ในเชิงเงินบาท ติดลบ 3.42% ทั้งปี 2556 อาจขยายตัว 0% ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ยังยืนยันเป้าส่งออกขยายตัวได้ 1.0% จากเป้าหมายเดิม 77.5% และปี 2557 ตั้งเป้าขยายตัว 7.0% โดยประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัว
แต่ผมยังไม่ค่อยแน่ใจว่าปีหน้า เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวได้อย่างเป็นนัย เพราะเศรษฐกิจอียูปีนี้ยังติดลบและปีหน้าอาจขยายตัวได้เพียง 0.7% อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมเศรษฐกิจโลกน่าจะถึงจุดต่ำสุดในปลายปีนี้และปีหน้าอาจขยายตัวได้ 3.5%
ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราต่ำ นอกจากการส่งออกที่ชะลอตัวยังเกิดจากการบริโภคภายในที่คาดว่าจะชะลอตัวลงอย่างมากเหลือเพียง 1.6% เทียบกับปี 2555 ที่ขยายตัว 6.7% ขณะที่การลงทุนรวม ขยายตัวได้เพียง 0.9% โดย สศช.คาดว่า ปี 2557 จีดีพีจะขยายตัวได้ไม่ดีนักที่ 45% จากเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจทุกตัวบ่งถึงสัญญาณการชะลอตัวรัฐบาลดูเหมือนจะไม่ค่อยแฮปปี้ และไม่ให้ความสำคัญกับตัวเลขดังกล่าว เพราะสวนกับความรู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะยังดีอยู่ โดยกระทรวงการคลังให้น้ำหนักกับตัวเลขการว่างงานที่ต่ำ และยอดเก็บภาษีเกินเป้าหมายบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ยังไปได้ดี สวนกับความรู้สึกของภาคเอกชนที่ประสบกับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
ประเด็นที่ต้องพิจารณาควรจะเลยข้ามช็อตไปปีหน้าและปีต่อๆ ไป เพราะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่กระทบต่อเศรษฐกิจไทย แต่ปัจจัยที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย คือ การผ่านพ้นจากกับดักเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ คือ การเมืองในประเทศซึ่งกำลังร้อนแรงและไม่รู้ว่าจะหาทางออกกันอย่างไร แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยการแก้ที่มาของ สว.ตามมาตรา 68 วรรค 1 ว่าขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ถึงขั้นยุบพรรคตัดสิทธิ สส.และ สว. ซึ่งน่าจะทำให้ความร้อนระอุของการเมืองลดลงได้ระดับหนึ่ง แต่ปัญหาความขัดแย้งก็ยังคงมีต่อไป
ในมุมมองของผม ช่วงเวลานี้เศรษฐกิจขาลงสะท้อนจากตัวเลขเศรษฐกิจของ สศช.ที่กล่าวมาข้างต้น คงจะไปโทษรัฐบาลทีเดียวไม่ได้ เพราะเป็นผลพวงจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว ซึ่งประเทศไทยภาคส่งออกมีมูลค่าในระบบเศรษฐกิจค่อนข้างมาก จึงได้รับผลกระทบ แล้วไปดึงภาคส่วนเศรษฐกิจอื่นๆ ให้ร่วงตามมา เช่น ภาคอุตสาหกรรมนำเข้า บริการ เกษตร ค้าปลีก และการบริโภค รวมทั้งด้านการลงทุน
ทั้งนี้ ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่จะแก้ไขเพียงปัญหาเฉพาะหน้า แต่จะต้องให้ความสำคัญด้านโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาวคงต้องฝาก สศช.และหน่วยงานภาครัฐต่างๆ เพราะคงพึ่งภาคการเมืองไม่ได้ เนื่องจากสาละวนไปกับการแก้ปัญหาของตนเอง ที่ยังไม่รู้ว่าจะหาทางออกกันได้อย่างไร หรือจะไปจบกันที่ตรงไหน ภาคเอกชนก็คงต้องช่วยตัวเองกันไปก่อน...
(ติดตามบทความย้อนหลังได้ที่ www.tanitsorat.com)







