posttoday
เงินบาทแกว่งตัว....ปัจจัยใน-ต่างประเทศกระทบ

เงินบาทแกว่งตัว....ปัจจัยใน-ต่างประเทศกระทบ

03 พฤษภาคม 2553

....วารุณี สิทธิถาวร

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (2630 เม.ย. 2553) เงินบาทปรับตัวผันผวนตามภาวะการลงทุนในตลาดการเงินโลกที่ยังคงปกคลุมด้วยความกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้สินของกรีซที่อาจลุกลามไปสู่ประเทศอื่นๆ ในยูโรโซน ขณะเดียวกันเงินบาทยังได้แรงกดดันเพิ่มเติมจากสถานการณ์การเมืองในประเทศที่รุนแรงขึ้น โดยเงินบาทแกว่งตัวในช่วง 32.0432.43 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หลังปรับตัวในช่วง 32.1032.48 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในสัปดาห์ก่อน

ในช่วงต้นสัปดาห์ เงินบาทอยู่ที่ระดับ 32.16 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยนักลงทุนยังคงเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงจากทัศนะในแง่บวกเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาค

ขณะเดียวกันการคาดการณ์ว่าเงินหยวนจะปรับแข็งค่าขึ้น เป็นอีกปัจจัยที่หนุนให้สกุลเงินเอเชียปรับตัวในทิศทางแข็งค่า

อย่างไรก็ดี การปรับแข็งค่าของเงินบาทเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากปัญหาการเมืองในประเทศยังคงส่งผลกระทบต่อภาวการณ์ลงทุนแม้สถานการณ์การเมืองในช่วงสุดสัปดาห์จะไม่มีเหตุการณ์รุนแรง ทำให้ตลาดหุ้นสามารถปรับตัวขึ้นทดสอบระดับ 770 อีกครั้งในช่วงระหว่างวัน แต่ปัจจัยการเมืองยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม

ในช่วงกลางสัปดาห์ เงินบาทยังคงปรับตัวในทิศทางอ่อนค่าต่อเนื่องจากช่วงต้นสัปดาห์ โดยเปิดตลาดที่ระดับ 32.29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงเช้าวันพุธ และมีแนวโน้มอ่อนค่าลงต่อเนื่องตามสกุลเงินภูมิภาคที่อ่อนค่าลงเป็นส่วนใหญ่ นำโดยเงินวอนและเงินเปโซ โดยเป็นการปรับตัวตามการร่วงลงของยูโรที่ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปี เทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ

หลังนักลงทุนมีความกังวลมากขึ้นต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในเขตยูโรโซน หลังสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของกรีซลง 3 ขั้นสู่ระดับ BB+ สู่อันดับไม่น่าลงทุนหรืออันดับขยะ จากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความสามารถในการปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาหนี้สิน

นอกจากนี้ S&P ยังมีการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของโปรตุเกสด้วย โดยระบุถึงความวิตกเกี่ยวกับความสามารถของโปรตุเกสในการรับมือกับหนี้สินในระดับสูงเมื่อพิจารณาจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ที่สำคัญความเสี่ยงที่วิกฤตหนี้ของกรีซอาจจะขยายตัวไปยังประเทศอื่นๆ ยิ่งกระตุ้นความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพเศรษฐกิจยูโรโซนให้พุ่งสูงขึ้น ซึ่งข่าวในเชิงลบดังกล่าว กระตุ้นให้นักลงทุนมีการเทขายในตลาดหุ้นและฉุดให้ค่าเงินภูมิภาคอ่อนค่าลง เช่นเดียวกับเงินบาทที่ร่วงสู่ระดับ 32.32 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ โดยได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากปัจจัยการเมืองในประเทศที่กลับมามีน้ำหนักในเชิงลบต่อบรรยากาศการลงทุนมากขึ้น หลังเกิดเหตุปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่กับกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณดอนเมือง และมองว่าสถานการณ์เริ่มมีความตึงเครียดมากขึ้น

ในช่วงปลายสัปดาห์ เงินบาทเปิดทรงตัวที่ระดับ 32.31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี ก่อนเริ่มอ่อนค่าลงอันเป็นผลจากการปรับตัวขึ้นของเงินเหรียญสหรัฐ ท่ามกลางความกังวลภาระหนี้สินของยูโรโซนที่เพิ่มสูงขึ้นหลังสเปนเป็นประเทศล่าสุดที่ถูก สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลง 1 ขึ้นสู่ระดับ AA เนื่องจากการขายตัวทางเศรษฐกิจที่ซบเซาเกินคาด ทำให้มีแรงซื้อกลับเงินเหรียญสหรัฐฯ ขณะเดียวกันปัจจัยการเมืองในประเทศยังคงกดดันอยู่เช่นเดิม ทำให้เงินบาทยังคงแกว่งตัวและมีแนวโน้มปรับตัวไปในทิศทางอ่อนค่าลง ขณะที่ภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นภูมิภาคไม่สดใสมากนักแม้จะมีการประชุม ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (Fed Funds Rate) ในกรอบ 00.25% ต่อไปและย้ำถึงการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำเป็นพิเศษต่อไปอีกระยะหนึ่ง อีกทั้งเฟดยังมีมุมมองในเชิงบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากขึ้น แต่นักลงทุนยังมีการลงทุนอย่างระมัดระวัง เนื่องจากยังมีความกังวลว่าปัญหาหนี้สินของกรีซที่อาจลุกลามไปสู่ประเทศอื่นๆ ในยูโรโซน

อย่างไรก็ดี เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 32.27 บาทต่อเหรียญสหรัฐในช่วงบ่าย โดยได้แรงหนุนหลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีการปรับเพิ่มประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ขึ้นไปที่ระดับ 4.35.8% จาก 3.35.3% ในการประมาณการครั้งก่อน และยังมองว่า จีดีพีไตรมาสแรกของปีนี้ จะขยายตัวมากกว่า 8% และมองว่าการส่งออกปีนี้ไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากปัจจัยการเมืองเนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ดี ทั้งนี้เงินบาทยังคงปรับตัวในทิศทางอ่อนค่าโดยอยู่ที่ระดับ 32.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันศุกร์ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความวิตกเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองที่มีความตึงเครียดมากขึ้นในช่วงใกล้สุดสัปดาห์ ทำให้เงินบาทไม่สามารถปรับแข็งค่าขึ้นตามสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาคที่ปรับแข็งค่าขึ้นเป็นส่วนใหญ่ อันเป็นผลจากดอลลาร์สหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลง

สัปดาห์นี้ (37 พ.ค. 2553) สายงานธุรกิจตลาดทุนมองว่าสัปดาห์นี้ เงินบาทยังมีแนวโน้มปรับตัวผันผวน ท่ามกลางปัจจัยภายในประเทศและต่างประเทศที่ยังน่ากังวล ทำให้ภาวะการลงทุนในตลาดเงินค่อนข้างไร้เสถียรภาพและปรับตัวตามปัจจัยต่างๆ ที่เข้ามากระทบตลาด โดยคาดว่าเงินบาทจะแกว่งตัวในช่วง 32.032.40 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เทียบกับ 32.0432.43 บาทต่อเหรียญสหรัฐในสัปดาห์ก่อน โดยปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตาม ได้แก่ สถานการณ์ปัญหาทางการคลังของประเทศในยุโรป โดยเฉพาะกรีซ แม้จะมีความคืบหน้ามากขึ้นเกี่ยวกับแผนการช่วยเหลือที่ได้รับจากสหภาพยุโรปและไอเอ็มเอฟ แต่รายละเอียดและเงื่อนไขที่ผูกติดมากับแผนความช่วยเหลือ อาจสร้างข้อจำกัดและอาจทำให้เกิดความวุ่นวายในประเทศ

ขณะเดียวกัน ต้องติดตามประเด็นความสามารถในการชำระหนี้และความน่าเชื่อถือของประเทศต่างๆ หลังจากที่บรรดาประเทศในกลุ่มที่มีปัญหาหนี้ในระดับสูงที่รู้จักในนาม PIGS ได้ถูกสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลงแล้ว 3 ประเทศ ทั้งกรีซ โปรตุเกส ตามด้วยสเปน จึงต้องจับตาดูว่าประเทศไอร์แลนด์จะเป็นรายต่อไปหรือไม่ที่ต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกัน

หากปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ย่อมสร้างแรงกดดันอย่างต่อเนื่องให้กับตลาดการเงินโลก ขณะที่ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนคาดว่าจะปรับตัวอย่างไร้เสถียรภาพ จนกว่าปัญหาเหล่านี้จะมีความชัดเจนและยุติลง

ในส่วนของปัจจัยในประเทศคงหนีไม่พ้นประเด็นการเมืองที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาวะการลงทุนในประเทศ เห็นได้จากนักลงทุนต่างชาติมีการเทขายในตลาดหุ้นไทยแล้วกว่า 1 หมื่นล้านบาท (นับจากช่วงวันที่ 8 เม.ย.เป็นต้นมา) แม้ในช่วงที่ผ่านมาการไหลออกของเงินทุนยังไม่มีความชัดเจน แต่เป็นไปในลักษณะการขายในตลาดหุ้นและเข้าซื้อในตลาดพันธบัตร เห็นได้จากตัวเลขการถือครองพันธบัตรของนักลงทุนต่างชาติที่ยังคงไต่ระดับขึ้น อย่างไรก็ดี เรามองว่าหากสถานการณ์การเมืองมีความตึงเครียดมากขึ้น อาจทำให้นักลงทุนเริ่มมีการนำเงินออกจากประเทศ ซึ่งจะยิ่งเป็นปัจจัยฉุดให้เงินบาทอ่อนค่าลงกว่าระดับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่