
ความสำคัญของการคาดการณ์ตัวเลข
กรณีเราพูดถึงตัวเลขในเชิงของการคาดการณ์เศรษฐกิจ ตัวเลขที่นิยมใช้และรู้จักกันอย่างแพร่หลายนั้นก็คือ GDP ซึ่งก็หมายความว่า โดยปกติเวลาเราจะรู้ว่า เศรษฐกิจประเทศนั้นจะดีหรือไม่ ก็จะมีการรู้ข้อมูลง่ายๆ จากตัวเลข GDP เช่น ปี 2556 GDP โต 5% ก็หมายความว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของปี 2556 โตกว่าปี 2555 ในสัดส่วน 5% นั้นก็คือ การรู้ข้อมูลอย่างง่ายๆ ของประชาชนทั่วไป และก็เช่นเดียวกันกรณีการดูการคาดการณ์ของ GDP ว่าปีต่อไป GDP จะเติบโตเท่าไร ก็จะได้ความหมายเดียวกันว่าเป็นการคาดการณ์ว่าปีต่อไปเศรษฐกิจจะเติบโตเท่าไร? เพราะฉะนั้น การติดตามข้อมูลเหล่านี้ในประชาชนปกติก็ต้องเชื่อว่าโอกาสจะเป็นเช่นนั้นด้วย เช่น GDP เติบโต เศรษฐกิจโดยรวมก็ควรจะดี แต่กรณี GDP ไม่เติบโตหรือลดลง เศรษฐกิจโดยรวมก็ควรจะมีการปรับตัวลดลงด้วย
กรณีเราพูดถึงตัวเลขในเชิงของการคาดการณ์เศรษฐกิจ ตัวเลขที่นิยมใช้และรู้จักกันอย่างแพร่หลายนั้นก็คือ GDP ซึ่งก็หมายความว่า โดยปกติเวลาเราจะรู้ว่า เศรษฐกิจประเทศนั้นจะดีหรือไม่ ก็จะมีการรู้ข้อมูลง่ายๆ จากตัวเลข GDP เช่น ปี 2556 GDP โต 5% ก็หมายความว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของปี 2556 โตกว่าปี 2555 ในสัดส่วน 5% นั้นก็คือ การรู้ข้อมูลอย่างง่ายๆ ของประชาชนทั่วไป และก็เช่นเดียวกันกรณีการดูการคาดการณ์ของ GDP ว่าปีต่อไป GDP จะเติบโตเท่าไร ก็จะได้ความหมายเดียวกันว่าเป็นการคาดการณ์ว่าปีต่อไปเศรษฐกิจจะเติบโตเท่าไร? เพราะฉะนั้น การติดตามข้อมูลเหล่านี้ในประชาชนปกติก็ต้องเชื่อว่าโอกาสจะเป็นเช่นนั้นด้วย เช่น GDP เติบโต เศรษฐกิจโดยรวมก็ควรจะดี แต่กรณี GDP ไม่เติบโตหรือลดลง เศรษฐกิจโดยรวมก็ควรจะมีการปรับตัวลดลงด้วย
แต่เมื่อมาพิจารณาสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน เราคงเห็นการปรับลดลงการคาดการณ์ของ GDP ในปีนี้อย่างน้อย 3 ครั้ง แปลง่ายๆ ก็คือ ปรับลดทุกครั้งที่มีการประกาศตัวเลขจริง
เพราะโดยปกติในประเทศไทยยังคงใช้การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจบางอย่างเป็นรายไตรมาส อีกทั้งเมื่อมาดูตัวเลขล่าสุดในปี 2556 ซึ่งเหลือเวลาประมาณเดือนครึ่งจะหมดปียังมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจในปี 2556 อีก ซึ่งกรณีทุกอย่างเป็นไปตามหลักวิชาการหรือเกิดจากภัยธรรมชาติและสิ่งที่ไม่คาดฝันก็น่าจะมองได้ว่า เป็นเหตุสุดวิสัย แต่กรณีไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวและเป็นการปรับลดมาและแตกต่างจากต้นปีค่อนข้องมาก เช่น ต้นปีมองไว้ 5% กว่าๆ ปลายปีมอง 3% ต้นๆ สิ่งที่น่าคิดก็คือเกิดอะไรขึ้น? และทำไมต้องเป็นเช่นนั้น เพราะการที่ข้อมูลจริงผิดพลาดไปจากการคาดการณ์เป็นจำนวนมาก อาจจะทำให้ประชาชนที่เสพข้อมูลหมดความเชื่อถือของข้อมูลเหล่านี้ นี่ยังไม่นับความเสียหายที่จะเกิดขึ้น กรณีมีการใช้เป้าหมายการคาดการณ์ดังกล่าวมาดำเนินงานในเชิงธุรกิจ เพราะเราทราบอยู่แล้วว่าการที่มองเศรษฐกิจโตหรือถดถอยการวางแผนธุรกิจต้องแตกต่างกัน
สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้เองน่าจะเป็นบทเรียนอย่างหนึ่งในการนำเสนอข้อมูล แต่ผู้เขียนคงไม่กล่าวถึงเพราะเข้าใจว่าหน่วยงานต่างๆ คงมีนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญค่อนข้างมากอยู่แล้ว อาจจะเป็นเพราะเหตุผลทางเทคนิคบางอย่างที่นำเสนอข้อมูลไปตามที่ตัวเองคาดการณ์ไม่ได้ แต่ต้องฝากสำหรับผู้เสพข้อมูลก็คือประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ คงต้องดูที่มาที่ไปของตัวเลข ซึ่งนอกจากการพิจารณาแล้วกรณีเป็นไปได้ควรต้องใส่ส่วนลด โดยเฉพาะกรณีสำนักนั้นๆ ในอดีตการมองตัวเลขการคาดการณ์ดีเกินไปและแตกต่างจากตัวเลขจริง และสิ่งที่ควรระวังให้มากก็คือ อย่าเชื่อการคาดการณ์ตัวเลขกรณีแตกต่างจากสิ่งที่เราสัมผัสได้จริง เพราะฉะนั้น การจะนำตัวเลขเหล่านี้มาใช้ในการคาดการณ์อะไรก็ตาม ไม่ว่าในตลาดหุ้นหรือในการทำธุรกิจที่แท้จริง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องนำมาวิเคราะห์ไตร่ตรองไว้ก่อน มิเช่นนั้นความเสียหายอาจจะเกิดขึ้นได้!







