
หุ้นจีนโอกาสลงทุนที่ไม่ควรมองข้าม
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีนอยู่ภายใต้แรงกดดันจากความกังวลต่อปัญหาฟองสบู่ในระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากการเร่งตัวของสินเชื่อและการลงทุนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับตัวสูงอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลง สวนทางกับตลาดอื่นๆ ในเอเชียมาโดยตลอด โดยหากนับตั้งแต่ปลายปี 2553 มาถึงปัจจุบัน ดัชนี Hang Seng China Enterprise (HSCEI) ปรับตัวลดลงราว 20% ในขณะที่ดัชนี SET index ของไทยนั้นปรับตัวขึ้นมาราว 100% ในช่วงเดียวกัน
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีนอยู่ภายใต้แรงกดดันจากความกังวลต่อปัญหาฟองสบู่ในระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากการเร่งตัวของสินเชื่อและการลงทุนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับตัวสูงอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลง สวนทางกับตลาดอื่นๆ ในเอเชียมาโดยตลอด โดยหากนับตั้งแต่ปลายปี 2553 มาถึงปัจจุบัน ดัชนี Hang Seng China Enterprise (HSCEI) ปรับตัวลดลงราว 20% ในขณะที่ดัชนี SET index ของไทยนั้นปรับตัวขึ้นมาราว 100% ในช่วงเดียวกัน
แม้ตลาดหุ้นจีนจะให้ผลตอบแทนที่ย่ำแย่ แต่ผลกำไรของบริษัท จดทะเบียนนั้นกลับเติบโตได้ดี โดยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ผลกำไรของบริษัท จดทะเบียนในดัชนี Hang Seng China Enterprise Index (HSCEI) มีการขยายตัวขึ้น 72% หรือคิดเป็นอัตราเฉลี่ย 14.5% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าบริษัทจดทะเบียนของไทย ซึ่งมีอัตราเติบโต 68% ในช่วงเดียวกันเสียอีก
การปรับตัวลดลงของราคาหุ้น ในขณะที่กำไรมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ค่า P/E ของหุ้นจีนปรับตัวลดลงจากราว 16 เท่าในช่วงปี 2551 มาอยู่ที่ราว 8 เท่าในปัจจุบัน ซึ่งหากเปรียบเทียบกับค่า P/E ของดัชนี MSCI Asia Pacific ex Japan ซึ่งอยู่ที่ระดับ 13 เท่าในปัจจุบัน จะเห็นว่าส่วนต่างระหว่างค่า P/E ของทั้งสองตลาดนั้นเริ่มกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกังวัลของนักลงทุนต่อความเสี่ยงของฟองสบู่ในภาคการเงินและภาคอสังหาริมทรัพย์ในจีน รวมถึงความไม่แน่นอนของนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายหลังการเปลี่ยนผู้นำ
การประชุมสมัชชาผู้แทนพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 912 พ.ย.ที่ผ่านมา ถือเป็นวาระสำคัญที่จีนได้แถลงนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจในแผนพัฒนา 10 ปีของประเทศ ซึ่งนโยบายที่ประกาศออกมาในครั้งนี้ ถือเป็นนโยบายที่ก้าวหน้าและส่งผลบวกต่อการพัฒนาประเทศในหลายด้าน เช่น การให้ความสำคัญกับการใช้กลไกตลาดเสรีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรและแก้ไขปัญหาการลงทุนที่ไม่ก่อประโยชน์ การเปิดเสรีภาคการเงิน และการพัฒนาตลาดพันธบัตรรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของหนี้เสียในภาคธนาคาร รวมไปถึงการส่งเสริมกิจการของภาคเอกชน และการผ่อนคลายกฎระเบียบในการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในระยะยาว
เราเชื่อว่าความชัดเจนจากการแถลงนโยบายดังกล่าวน่าจะช่วยบรรเทาความกังวลต่อปัญหาฟองสบู่ในระบบเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนด้านนโยบาย ซึ่งจะส่งผลบวกต่อ Valuation ของหุ้น และทำให้หุ้นจีนสามารถกลับมาซื้อขายที่ระดับ P/E สูงขึ้นได้
นอกจากนั้น หากมองในภาพระยะยาว จีนถือเป็นเศรษฐกิจที่มีปัจจัยที่เอื้อต่อการเติบโตในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นตลาดในประเทศขนาดใหญ่ที่มาพร้อมกับกำลังซื้อที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แหล่งเงินทุนมหาศาลซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากชาวจีนมีอัตราการออมที่สูง แรงงานที่มีคุณภาพ ทรัพยากรมูลค่ามหาศาล
เรายังเชื่อมั่นว่าหุ้นจีนยังมี Upside ที่สูง เนื่องจากศักยภาพการเติบโตของกำไรในระยะยาว และ Valuation ที่ยังมีโอกาสปรับขึ้นได้อีกมากในอนาคต เมื่อแผนปฏิรูปเศรษฐกิจจีนเริ่มมีความคืบหน้า ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนเริ่มคลายความกังวลต่อความเสี่ยงฟองสบู่และความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย และเริ่มให้น้ำหนักกับศักยภาพการเติบโตในระยะยาวของจีนมากขึ้น







