posttoday
“โตโยต้า ยาริส อีโคคาร์” มีดีที่ใหญ่เหมาะขับในเมือง

“โตโยต้า ยาริส อีโคคาร์” มีดีที่ใหญ่เหมาะขับในเมือง

20 พฤศจิกายน 2556

มาแล้วครับมาแล้ว สำหรับผลการลองขับอีโคคาร์น้องใหม่ล่าสุดในตลาดของค่าย “พี่ใหญ่” อย่าง โตโยต้า ที่ปล่อยเจ้า “โตโยต้า ยาริส อีโคคาร์” ออกสู่ตลาดเป็นค่ายสุดท้ายของโครงการอีโคคาร์ เฟสที่ 1

มาแล้วครับมาแล้ว สำหรับผลการลองขับอีโคคาร์น้องใหม่ล่าสุดในตลาดของค่าย “พี่ใหญ่” อย่าง โตโยต้า ที่ปล่อยเจ้า “โตโยต้า ยาริส อีโคคาร์” ออกสู่ตลาดเป็นค่ายสุดท้ายของโครงการอีโคคาร์ เฟสที่ 1

ครั้งนี้ได้เดินทางไปลองขับโดยมีจุดเริ่มต้นที่ จ.ภูเก็ต ใช้เส้นทางมุ่งหน้าสู่ จ.กระบี่ ด้วยระยะทางกว่า 200 กม. บนสภาพเส้นทางถนนในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ได้รับรู้สมรรถนะของเจ้าอีโคคาร์คันนี้

เริ่มต้นก่อนออกเดินทางด้วยการสำรวจการออกแบบรอบคันดีไซน์ใหม่หมด ที่ทีมวิศวกรโตโยต้าใช้แรงบันดาลใจในการพัฒนาให้เป็นรถยนต์ที่มีความ “คุ้มค่าเหนือราคา” ภายใต้แนวคิด “Value Beyond Belief” โดยเน้นให้มีขนาดตัวถังพร้อมเคลมไว้ว่า เป็นรถรุ่นที่มีตัวถังใหญ่ที่สุดในตลาดเวลานี้ ด้วยมิติภายนอก 4,115x1,700x1,475 มม. (ยาวxกว้างxสูง)

ดูๆ แล้วหน้าตารูปลักษณ์ของเจ้าอีโคคาร์คันนี้จะว่าไปก็โฉบเฉี่ยวดีไม่น้อยในทุกมิติ ไล่เรียงไปตั้งแต่กระจังหน้าที่เชื่อมต่อกันชนหน้าด้วยลายเส้นรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมูแบบใหม่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงเส้นสายรายละเอียดรอบคันที่เน้นความเป็นสปอร์ตปราดเปรียว

ขณะที่ภายในเมื่อหย่อนตัวลงนั่งในตำแหน่งพลขับ กวาดสายตาดูรอบๆ ทัศนวิสัยการมองเห็นชัดเจนดี ตำแหน่งการควบคุมให้ความรู้สึกเหมือนขับรถยนต์นั่งขนาดเล็ก (บีเซ็กเมนต์) รุ่นพี่อย่าง “โตโยต้า วีออส ใหม่” แบบ “เป๊ะเลย” ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ การให้สีสันภายในโทนสีดำตัดขอบสีเงิน การวางตำแหน่งอุปกรณ์ต่างๆ คุณภาพวัสดุที่ใช้ ความเงียบของห้องโดยสาร รวมถึงความครบครันของอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่มีให้แบบพร้อมสรรพ บอกได้คำเดียวว่า “มันใช่มากๆ”

เนื่องจากถูกออกแบบให้พื้นที่ภายในของห้องโดยสารมีความกว้างขวางยิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มความยาวช่วงล้อเป็น 2,550 มม. (+90 มม.) ทำให้ห้องโดยสารมีขนาดความยาวเพิ่มขึ้น ระยะห่างระหว่างผู้โดยสารตอนหน้าและหลังเพิ่มขึ้นเป็น 912 มม. (+46 มม.) พื้นที่วางเท้าสำหรับผู้โดยสารด้านหลังมีความยาว 663 มม. (+77 มม.) ระยะห่างจากจุดกึ่งกลางล้อหลังกันชนหลัง มีความยาวเพิ่มขึ้นเป็น 690 มม. (+110 มม.) ทำให้ห้องเก็บสัมภาระท้ายรถมีความยาวเพิ่มขึ้น 734 มม. (+140 มม.) และทำให้มีปริมาตรความจุถึง 326 ลิตร สามารถเก็บสัมภาระได้มากกว่าเดิม

มาถึงสมรรถนะของขุมพลังภายในเครื่องยนต์ของ “โตโยต้า ยาริส อีโคคาร์” ที่มาพร้อมด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 4 สูบแถวเรียง in line 16 วาล์ว DOHC Dual VVTi ให้กำลังสูงสุดที่ 86 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดที่ 108 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นใหม่สำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ พร้อมการทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ Super CVTi

จากการลองขับแล้วรู้สึกว่าอัตราเร่งของเครื่องยนต์อาจจะไม่ให้การตอบสนองเร็วสักเท่าไรนัก ทั้งการออกตัวที่ต้องใจเย็นสักนิด ให้โอกาสค่อยๆ ไต่ระดับความเร็ว ด้านการเร่งแซงที่ต้องจับจังหวะ “เผื่อระยะ” ให้ดีก่อนแซง แต่เมื่อติดลมบนไปแล้วก็ไหลเรื่อยๆ โอเคอยู่ ส่วนระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ Super CVTi โดยรวมให้ความนุ่มนวลในการเปลี่ยนเกียร์ได้ราบรื่นดี แต่ติดนิดเดียวที่พอปรับโหมดเกียร์ไปที่ “S” ซึ่งควรจะเป็น Sport เพื่อให้เร่งแซงหรือให้การตอบสนองดีขึ้นเมื่อเลือกโหมดนี้ แต่กลับ “ไม่เห็นผลใดๆ” เพราะทำงานแค่คิกดาวน์ลงมา 1 เกียร์เพื่อลากรอบสูงช่วยได้นิดๆ เท่านั้น

ด้านสมรรถนะการควบคุมและช่วงล่างของ “โตโยต้า ยาริส อีโคคาร์” ถือได้ว่าทำได้ดีทีเดียว เนื่องจากฐานล้อที่กว้าง ประกอบกับการได้ดีเอ็นเอที่มาจากช่วงล่างของ “โตโยต้า วีออส ใหม่” พร้อมการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ โดยการปรับลดความสูงของตัวรถแบบรถสปอร์ตและการดีไซน์หลังคาแบบ Catamaran เพื่อให้การไหลเวียนของกระแสลมผ่านราบเรียบยิ่งขึ้น ช่วยลดแรงปะทะของลม และการติดตั้งครีบที่บริเวณกระจกมองข้างและไฟท้าย ช่วยทำให้กระแสลมที่ไหลผ่านบริเวณด้านข้างตัวรถขณะกำลังวิ่งสามารถไหลผ่านได้ดียิ่งขึ้น ให้ความมั่นใจในการขับขี่และการซับแรงกระแทกได้ดี ให้ความนุ่มนวลรวมถึงการทรงตัวและการเกาะถนนทุกย่านความเร็ว ซึ่งจุดนี้ทำได้ดี ชอบมากๆ

ส่วนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยนั้น ต้องบอกว่า “จัดเต็ม” เช่น พวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า EPS (Electric Power Steering) จะช่วยปรับเปลี่ยนน้ำหนักของพวงมาลัยอัตโนมัติให้เหมาะสมกับทุกความเร็ว ทำให้ควบคุมง่ายและแม่นยำในทุกสภาพการขับขี่ รวมไปถึงระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบเสริมแรงเบรก (BA) เพียบ

สรุปว่า ใครที่กำลังมองหารถที่สามารถขับขี่ในเมืองแบบเรื่อยๆ ซึ่งให้ความประหยัดแบบ อีโคคาร์ แต่ได้ขนาดใหญ่ใกล้เคียงกับรถในบีเซ็กเมนต์ แถมยังได้ความนุ่มนวลพร้อมเทคโนโลยีใหม่แล้วละก็ กับค่าตัวที่สนนราคาในรุ่นที่ลองขับเป็นรุ่นท็อปสุด “1.2 G เกียร์อัตโนมัติ Super CVTi” ที่อยู่ที่ 5.99 แสนบาท ก็ถือว่าพอได้อยู่

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่