
CKPเร่งลงทุนโตทะลุเป้า
มุ่งพม่าเสริมลาว5ปีผลิตพันเมกะวัตต.หุ้นหอมฟุ้งเตะตาตปท.เข้าMSCI
มุ่งพม่าเสริมลาว5ปีผลิตพันเมกะวัตต.หุ้นหอมฟุ้งเตะตาตปท.เข้าMSCI
CKP สนใจลงทุนพม่านอกจากลาว ตั้งเป้า 5 ปี 2 ประเทศ ผลิต 1,000 เมกะวัตต์ คุยเจ้าหนี้ลดดอกเบี้ย
น.ส.สุภามาส ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ (CKP) เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาโอกาสการลงทุนธุรกิจผลิตไฟฟ้าในประเทศพม่า เนื่องจากรัฐบาลให้การสนับสนุน ภายหลังพม่าเปิดประเทศทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าอยู่ในระดับสูง
ขณะเดียวกัน พม่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านพลังงานสูง โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานน้ำ (ไฮโดร) สามารถผลิตได้ถึง 1 แสนเมกะวัตต์ แม้ว่าจะมีประเทศต่างๆ สนใจเข้าไปลงทุนธุรกิจผลิตไฟฟ้าในประเทศพม่าจำนวนมาก แต่ทางบริษัทเชื่อมั่นในศักยภาพที่มี เพราะจะใช้กลุ่ม ช.การช่าง เข้าไปลงทุน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างและผลงานจากการลงทุนไฮโดรจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) มาก่อนแล้ว
“รูปแบบการไปลงทุนในพม่าสามารถทำได้ทั้งร่วมมือกับพันธมิตรจากประเทศต่างๆ ที่สนใจเข้าไปลงทุน หรือสามารถเข้าไปลงทุนโดยตรง ด้วยศักยภาพของกลุ่ม ช.การช่าง ที่มีอยู่ และคาดว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าจากพม่าและ สปป.ลาว รวมกันน่าจะทำได้ถึง 1,000 เมกะวัตต์ ภายใน 510 ปีข้างหน้า หรือ 50% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของบริษัท” น.ส.สุภามาส กล่าว
ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 874 เมกะวัตต์ โดยหลักมาจากน้ำงึม 2 ที่ สปป.ลาว 615 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่นที่ 1 จำนวน 117 เมกะวัตต์ และโซลาร์ พาวเวอร์ 3 โรง รวม 22 เมกะวัตต์ และภายในปี 2562 กำลังการผลิตจะเพิ่มเป็น 2,300 เมกะวัตต์ โดยเป็นผลจาก 3 โครงการหลัก คือ น้ำบาก 160 เมกะวัตต์ บางปะอิน โคเจนเนอเรชั่นที่ 2 กำลังการผลิต 120 เมกะวัตต์ และไซยะบุรี 1,285 เมกะวัตต์
สำหรับผลประกอบการของบริษัทในปีนี้ คาดว่าจะมีรายได้ถึง 5,700 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 5,400 ล้านบาท เพราะเพียง 9 เดือนแรกมีรายได้ 4,000 ล้านบาท สูงกว่ารายได้ของทั้งปี 2555 ที่มีจำนวน 1,500 ล้านบาท และในปี 2557 น่าจะเติบโตในอัตรา 20% ได้
สาเหตุที่รายได้มีการเติบโตสูง เพราะบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่นที่ 1 เริ่มรับรู้รายได้เต็มปีในปีนี้ จากปี 2555 รับรู้รายได้เพียงครึ่งหลังของปีเท่านั้น และเตรียมจะเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อขอปรับเงื่อนไขเงินกู้มูลค่ารวม 2.3 หมื่นล้านบาท ด้วยการขอลดดอกเบี้ยและเลื่อนระยะเวลาในการชำระหนี้ออกไป ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายให้กับบริษัทเพิ่มขึ้น
น.ส.สุภามาส ยังกล่าวถึง ราคาหุ้นของ CKP ขณะนี้ต่ำกว่าราคาไอพีโอที่ระดับ 13 บาทนั้น น่าจะเป็นเพราะตลาดหุ้นโดยรวมและบริษัทอยู่ในช่วงของการเติบโต รายได้ยังไม่ได้สะท้อนโครงการลงทุน แต่หากมองภาพในอนาคต 35 ปี หรือ 10 ปีข้างหน้า CKP จะมีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าในสัดส่วนที่สูง เป็นผลจากการมุ่งลงทุนโดยตลอด
นอกจากนี้ คาดว่านักลงทุนต่างชาติรู้จักและน่าจะทยอยเข้ามาลงทุนถือหุ้น CKP มากขึ้น ภายหลังได้รับคัดเลือกเป็นหุ้นที่ใช้การคำนวณ MSCI Global Small Cap Indices จะทำให้กองทุนอินเด็กซ์ ฟันด์ทั่วโลก โดยคาดว่าเมื่อมีการปิดสมุดทะเบียนในครั้งต่อไป นักลงทุนต่างชาติน่าจะถือหุ้น CKP มากขึ้น จากปัจจุบันถือสัดส่วนที่ต่ำมาก
สำหรับผลประกอบการงวดไตรมาส 3 ปีนี้ บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 182 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 91% จากกำไรสุทธิ 95 ล้านบาทในงวดเดียวกันของปีก่อน และรวม 9 เดือนปีนี้ กำไรสุทธิ 198 ล้านบาท พุ่งขึ้น 800% จากกำไรสุทธิเพียง 22 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันปีก่อน







