
โอริกามิ โอว์ ภารกิจไม่สิ้นสุดที่
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
หลังจากตระหนักดีว่ารถยนต์ที่ตนร้องขอเป็นของขวัญวันเกิดอายุครบ 16 ปี จากพ่อและแม่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ อิซเบลลา วีมส์ หรือ เบลลา จึงตัดสินใจหาเงินมาซื้อรถในฝันของตนเอง
แต่การซื้อรถยนต์สักคันสำหรับเด็กสาวอายุเพียง 14 ปี ที่ยังคงอาศัยอยู่กับครอบครัวในรัฐแอริโซนา ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะเป็นเพียงรถมือสองใช้แล้วก็ตาม
กระนั้นการคิดวนเวียนถึงวิธีการแก้ปัญหาด้านเงินทุนกลับผลักดันให้สาวน้อยเบลลา ร่างแผนการก่อตั้ง “โอริกามิ โอว์” ธุรกิจขายตรงเครื่องประดับที่ผลิตเอง รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบและประดิษฐ์เครื่องประดับ ตลอดจนการเป็นคนกลางเชื่อมโยงระหว่างนักออกแบบเครื่องประดับและผู้ซื้อทั่วสหรัฐ ที่ทำให้เจ้าตัวกลายเป็นเถ้าแก่อายุน้อยที่คาดว่าจะทำรายได้ในปี 2013 ได้ถึง 250 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7,500 ล้านบาท) ในเวลาเพียง 4 ปี
ทั้งนี้ บริษัท โอริกามิ โอว์ ตั้งขึ้นในปี 2010 ด้วยเงินลงทุน 350 เหรียญสหรัฐ (ราว 10,500 บาท) จากเงินเก็บบวกกับหยิบยืมจากพ่อแม่ เพื่อเริ่มประดิษฐ์ล็อกเกตห้อยคอ หรือ “ลีฟวิง ล็อกเกต” ที่ใส่เสน่ห์ ลูกเล่น และลวดลายแปลกตาออกขายตามงานต่างๆ เช่น ปาร์ตี้ตามบ้าน ร้านค้าบูติก และงานจัดแสดงจิวเวลรีในท้องถิ่น ก่อนหันไปเช่าแผงเล็กๆ ในแชนด์เลอร์ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำในแอริโซนา
“ฉันชอบออกแบบ ทำให้เลือกขายเครื่องประดับที่ประดิษฐ์เอง” เบลลากล่าว โดยแม้ยอดขายดีมีกำไรแต่ยังไม่พอซื้อรถยนต์ จึงทำให้เบลลา เริ่มคิดขยายกิจการ
ในปี 2011 หรือหนึ่งปีหลังจากเปิดบริษัท เบลลาตัดสินใจขยายกิจการด้วยการนำรูปแบบของธุรกิจขายตรงมาประยุกต์ใช้ ซึ่งนับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะรายได้ในปี 2011เพิ่มขึ้นแตะ 2.8 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 8.4 ล้านบาท) และปี 2012 รายได้พุ่งถึง 86 เท่าขึ้นมาอยู่ที่ 24 ล้านเหรียญสหรัฐ
“เมื่อฉันประดิษฐ์เครื่องประดับขาย ฉันก็พบว่าไม่ใช่ฉันคนเดียวที่อยู่ในแวดวงนี้ ฉันก็เลยได้ไอเดียว่า ทำไมฉันไม่ทำความรู้จักพวกเขาเพื่อให้พวกเขามาเป็นลูกค้าของฉัน” เบลลากล่าวถึงที่มาที่ไปของการวางรากฐานขายตรงเครื่องประดับด้วยการผันตัวมาเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบ (ซัพพลายเออร์) ให้กับผู้ผลิตและออกแบบเครื่องประดับรายอื่นๆ
แน่นอนว่าลำพังการเป็นแค่ธุรกิจขายตรงอุปกรณ์และวัตถุดิบสำหรับสร้างสรรค์เครื่องประดับในราคาขายส่งยังไม่ใช่จุดขายที่ดีพอของโอริกามิ โอว์ โดยหลังจากปรึกษากับคนใกล้ตัวคือพ่อแม่และลุงป้า ซึ่งมีประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจจากหลายบริษัทชั้นนำในสหรัฐมาก่อน เบลลาก็สามารถสร้างจุดขายที่แข็งแกร่งของตนเอง
ทั้งนี้ เบลลา กล่าวว่า เพราะธุรกิจไม่ได้สิ้นสุด แค่การขายสินค้าเท่านั้น บริการหลังการขายก็สำคัญเช่นกัน ซึ่งยังถือเป็นวิธีสร้างจุดขายสำคัญทำให้โอริกามิ โอว์ คือที่ 1 ในใจลูกค้า เช่นการเสนอตัวเป็นสื่อกลางให้ลูกค้าที่เป็นผู้ออกแบบเครื่องประดับพบกับ ผู้ต้องการซื้อโดยตรง ทำให้การประดิษฐ์ออกแบบเครื่องประดับในบางครั้งและหลายครั้งมาจากคำสั่งซื้อ
ขณะเดียวกัน โอริกามิ โอว์ ก็เสนอเป็นตัวกลางติดต่อหาที่วางจำหน่ายเครื่องประดับให้อีกทอดหนึ่ง ซึ่งทำให้บริษัทมีนักออกแบบเครื่องประดับอิสระในสังกัดแล้วถึง 2.5 หมื่นคน
ประการต่อมาก็คือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อ เป็นช่องทางติดต่อซื้อวัตถุดิบจากทางโอริกามิ โอว์ ควบคู่กับการเสนอข้อมูลสำคัญที่บรรดานักออกแบบอิสระสามารถเข้าถึงข้อมูลจำเพาะประเภท จุดขายของเครื่องประดับตนเอง การตามรอยยอดขายของแต่ละคน บันทึกข้อมูลต่างๆ และรายชื่อแขกที่เข้าร่วมงานปาร์ตี้ขายจิวเวลรีที่ทางโอริกามิ โอว์ จัดขึ้นเดือนละ 23 ครั้ง ตามบ้านของลูกค้าที่ต้องการซื้อเครื่องประดับ โดยจะได้รับส่วนลดพิเศษและของแถมในฐานะเจ้าของสถานที่
และบริการหลังการขายที่ทางโอริกามิ โอว์ เสนอให้ คือการให้ความรู้ที่จะช่วยส่งเสริมศักยภาพด้านธุรกิจให้กับผู้ออกแบบเครื่องประดับ หรือพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ โอริกามิ โอว์ ได้จัดฝึกอบรมและสัมมนาผ่านเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้ออกแบบเหล่านี้มีโอกาสเป็นเจ้าของกิจการของตนเองได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มีการอุดหนุนสินค้าของโอริกามิ โอว์ เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เบลลา ยอมรับว่า แม้แนวคิดก่อตั้งโอริกามิ โอว์ จะเป็นของตน แต่ความสำเร็จที่เกิดขึ้นได้ทุกวันนี้ล้วนมาจากความช่วยเหลือจากคนใกล้ชิดที่ช่วยประคับประคองและชี้แนะ ซึ่งทำให้เด็กสาวที่ไม่มีอะไรนอกจากความมุ่งมั่นตั้งใจได้เรียนรู้และลงมือทำจนสามารถนั่งแท่นเป็นประธานบริษัทอย่างเต็มภาคภูมิในวัย 17 ปี รวมถึงสามารถบรรลุความต้องการแรกสุดด้วยการซื้อรถจี๊ปสีขาวด้วยตนเอง







