
วิตกกำลังซื้อ-ลงทุนทรุด
ห่วงการเมืองเดือดฉุดกำลังซื้อในประเทศลดลง จนการลงทุน ท่องเที่ยวทรุด
ห่วงการเมืองเดือดฉุดกำลังซื้อในประเทศลดลง จนการลงทุน ท่องเที่ยวทรุด
นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย เปิดเผยว่า การผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมของรัฐบาลได้กลายเป็นตัวเร่งให้สถานการณ์ทางการเมืองรุนแรงมากขึ้นกว่าที่ประเมินไว้ สิ่งที่น่ากังวลคือภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ไม่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคในประเทศที่ชะลอตัว การลงทุนและการส่งออกที่ไม่สดใส เมื่อมีการเมืองเข้ามากดดันจะยิ่งทำให้การบริโภคชะลอตัวไปอีก
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของเศรษฐกิจปีนี้ยังประเมินว่าน่าจะเติบโตได้ 3.1% แต่หากความขัดแย้งทางการเมืองส่งผลให้การบริโภค การลงทุน ชะลอไปอีกและมีความยืดเยื้อ อาจจะต้องมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจใหม่อีกครั้งในช่วงปลายเดือน พ.ย.นี้
นายบัณฑิต นิจถาวร นายกสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติมีความเป็นห่วงพอสมควรว่าความขัดแย้งทางการเมืองนั้นจะพัฒนาหรือคลี่คลายอย่างไร เพราะความขัดแย้งในอดีตที่มีความรุนแรงทำให้เกิดความกังวลใจ ในตลาดการเงินเองก็เริ่มไม่แน่ใจว่าจะเกิดสถานการณ์อะไรขึ้นและพยายามปรับตัว
นายสมประวิณ มันประเสริฐ รองคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองในประเทศที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การบริโภคและลงทุนชะงัก และยิ่งหากสถานการณ์มีความรุนแรงสร้างความสูญเสียหรือถึงขั้นปฏิวัติ อาจส่งผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลงทันที 0.5% แต่หากไม่เกิดเหตุรุนแรงอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในไตรมาสนั้นลดลง 0.2%
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมืองที่ร้อนแรงขึ้นจากร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมนั้น ธปท.ได้เตรียมเครื่องมือดูแลเศรษฐกิจประเทศให้รอดพ้นจากปัญหาที่จะกระทบในช่วงสั้นๆ เอาไว้แล้ว เพราะต้องรับผิดชอบดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจประเทศ และจะติดตามสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิดต่อไป
“เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวที่ 3.7% แต่ปีหน้าคาดว่าจะดีขึ้น ขยายตัวที่ 4.8%” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว
ด้านตลาดหุ้นไทย เปิดตลาดดัชนีรูดลงแรงทันทีกว่า 17 จุด และลงไปต่ำสุดถึง 21.49 จุด บริเวณ 1,421.39 จุด แต่ในช่วงบ่ายมีแรงซื้อหุ้นใหญ่กลับคืน ส่งผลให้ดัชนีฟื้นตัวมาปิดที่ระดับ 1,429.08 จุด ลดลง 13.80 จุด หรือคิดเป็น 0.96% มูลค่าการซื้อขายเบาบางเพียง 29,421.69 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติยังคงขายหนัก 2 วันติดต่อกัน จำนวน 1,771 ล้านบาท แต่สถาบันในประเทศพลิกกลับมาซื้อ 763 ล้านบาท และรายย่อยช้อนต่อเนื่องอีก 1,100 ล้านบาท







