
ทาง 3 แพร่ง...เตรียมความพร้อมประเทศไทยก้าวสู่อนาคต
ในวันนี้ผมคิดว่าประเทศไทยเรากำลังเข้าสู่ทาง 3 แพร่ง ที่ว่าจะเติบโตและพัฒนากลายเป็นประเทศที่ประชาชนอยู่ดีกินดี
ในวันนี้ผมคิดว่าประเทศไทยเรากำลังเข้าสู่ทาง 3 แพร่ง ที่ว่าจะเติบโตและพัฒนากลายเป็นประเทศที่ประชาชนอยู่ดีกินดี หรือจะทรงๆ ไปเรื่อยๆ ไม่ได้ดีเด่นอะไรนัก หรือทางสุดท้ายที่คงไม่มีใครอยากเห็นคือ การพัฒนาถดถอยต้องลดชั้นไปแข่งกับประเทศที่เราเคยมองว่าล้าหลัง
ส่วนตัวผมเกรงว่า ไทยกำลังยังไม่พร้อมที่จะแข่งขันรับการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งบริบทของเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้นั้น อยู่ภายใต้มีแนวโน้มใหญ่ 2 ประการ คือ (1) โครงสร้างประชากรโลกที่กำลังจะเปลี่ยนเป็นสังคมผู้สูงอายุมากขึ้นนับตั้งแต่ปี 2555 จำนวนประชากรโลกอยู่ที่ 7,000 ล้านคน และมีสัดส่วนผู้สูงอายุถึงร้อยละ 11
แต่ล่าสุด UN คาดว่า ภายในปี 2573 ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นอีก 1,000 ล้านคน แต่สัดส่วนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 16 ขณะที่อัตราการพึ่งพิง หรือ Dependency Ratio ในปัจจุบันปรับลดลงจาก 5 คน เหลือเพียง 2.5 คน ส่งผลให้ประชากรวัยทำงานของโลกมีแนวโน้มลดลง สร้างความท้าทายอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลกที่พยายามจะรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกให้ต่อเนื่องต่อไป และ (2) การเข้าสู่สังคมเทคโนโลยีและองค์ความรู้ (KnowledgeBased Economy) โดยเฉพาะวิทยาการต่างๆ เช่น เทคโนโลยี 3 D Printing จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต ซึ่งจะช่วยย่นย่อเวลาและขั้นตอนในกระบวนการผลิต (Supply Chain) จะเกิดปรากฏการณ์ “Mass Customization”
ดังนั้น หากประเมินเศรษฐกิจไทยให้ลึกลงไป เราจะพบสัญญาณต่างๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ไม่ว่าจะเป็นการชะลอลงอย่างมากของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ จากเฉลี่ยประมาณร้อยละ 9 ต่อปีในช่วงทศวรรษก่อนวิกฤตเอเชียมาอยู่ที่ร้อยละ 4 ในช่วงปี 25432555
นอกจากนี้ ผมคิดว่าไทยกำลังต้องเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน ซึ่งไทยเองก็กำลังจะต้องเผชิญอยู่กับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงใหญ่ของโลกในด้านประชากรที่กำลังจะเปลี่ยนเป็นสังคมผู้สูงอายุเช่นกัน โดยปัจจุบันไทยมีประชากรทั้งหมด 67 ล้านคน มีสัดส่วนผู้สูงอายุถึงร้อยละ 15 และจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 27 ในอีก 20 ปีข้างหน้า ทำให้ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นประเทศแรกๆ ในอาเซียน นับเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคตและเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ไขได้ยาก
ยิ่งไปกว่านั้น อัตราการขยายตัวของผลิตภาพแรงงานไทย (Labor Productivity) ก็ชะลอลงมากจากเฉลี่ยร้อยละ 7 ต่อปีในช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เหลือเพียงร้อยละ 3 ต่อปีในช่วงหนึ่งทศวรรษหลังจากนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างการผลิตที่ขาดการยกระดับเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ทำให้การผลิตของไทยอาจไม่ได้เป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลกที่เกิดขึ้นใหม่ (Global Supply Chain) ซึ่งมีแนวโน้มพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ใช้เทคโนโลยีอื่นๆ ที่ไทยไม่ได้ ส่วนสังคมผู้สูงอายุเป็นประเทศแรกๆ ในอาเซียน นับเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคตและเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ไขได้ยากยิ่งไปกว่านั้นอัตราการขยายตัวของผลิตภาพแรงงานไทย (Labor Productivity) ก็ชะลอลงมากจากเฉลี่ยร้อยละ 7 ต่อปีในช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เหลือเพียงร้อยละ 3 ต่อปีในช่วงหนึ่งทศวรรษหลังจากนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างการผลิตที่ขาดการยกระดับเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ทำให้การผลิตของไทยอาจไม่ได้เป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลกที่เกิดขึ้นใหม่ (Global Supply Chain) ซึ่งมีแนวโน้มพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ใช้เทคโนโลยีอื่นๆ ที่ไทยไม่ได้ส่วนผลิตมากขึ้น เช่น โทรศัพท์ Smartphone หรือ Computer Tablet เป็นต้น
ดังนั้น ผมคิดว่าไทยยังคงติดอยู่ในขั้นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยประสิทธิภาพ (EfficiencyDriven Economy) ซึ่งอาศัยประสิทธิภาพของตลาดแรงงาน ตลาดสินค้า และตลาดการเงิน รวมถึงความพร้อมด้านเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน แต่ไทยยังไม่สามารถเปลี่ยนผ่านไปเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (InnovationDriven Economy) ได้อย่างประเทศไต้หวัน เกาหลี หรือแม้แต่มาเลเซียที่เริ่มก้าวไปในทิศทางนั้นแล้ว ผมเป็นห่วงว่าไทยกำลังจะเหมือนประเทศในแถบละตินอเมริกา ซึ่งเป็นลักษณะของประเทศที่ติดอยู่ในกับดักของประเทศรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap)
ดังนั้น หากไทยจะก้าวไปหน้า ผมคิดว่าภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนต้องร่วมมือกันกำหนดวาระของประเทศ 3 ด้านครับ
(1) เราต้องคิดถึงการสร้างมูลค่าเพิ่ม (ValueAdded) ให้มากขึ้น เพราะการแข่งขันในอนาคตจะเป็นเรื่องการแข่งขันที่คุณภาพของสินค้าและบริการ ดังนั้น แรงงานต้องเน้นการสร้างทักษะเพื่อยกระดับคุณภาพของสินค้าและบริการ ตามการปรับเปลี่ยนเทโนโลยีของโลก การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยไม่สามารถพึ่งพาภาคการผลิตที่ใช้แรงงานราคาถูกเป็นปัจจัยการผลิตหลักอีกต่อไป
(2) เราต้องใช้กลไกตลาดเสรีในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น (Market Forces) ภาคเอกชนต้องไม่กลัวที่จะแข่งขันภาคบริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคการเงิน ภาคการสื่อสาร ภาคค้าปลีกค้าส่ง ถูกภาครัฐปกป้อง และกำกับดูแล (OverRegulated)นักเศรษฐศาสตร์ยอมรับกันดีว่า การแข่งขันเป็นสิ่งจำเป็นที่จะนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด และส่งเสริมให้เกิดกระบวนการสร้างนวัตกรรมใหม่ทดแทนเทคโนโลยีเดิม เพื่อยกระดับผลิตภาพโดยรวมของประเทศ
(3) เราต้องสร้างและใช้ประโยชน์จากทุนทางสังคม (Social Capital) ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การสร้างทุนทางสังคมในที่นี้ ผมหมายถึงหลายๆ มิติไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเชิงสถาบัน การรักษาวัฒนธรรมที่ดีของไทย การสร้างองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น การพัฒนาคุณภาพคนและกระบวนวิธีคิดของคนที่เน้นการคิดสร้างสรรค์ ท้ายที่สุดผมคิดว่าโครงสร้างทางสังคมเป็นพื้นฐานของโครงสร้างทางเศรษฐกิจครับ เพราะทุกๆ อย่างเริ่มต้นจากมนุษย์ทั้งนั้น ถ้าเราทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ ผมมั่นใจว่าอนาคตประเทศไทยไปสู่ทางที่ดีขึ้นครับ







