
แนะกสทช.เร่งจัดสรรคลื่น4จี
เอ็นเอสเอ็นมองข้ามช็อต เสนอ กสทช.จัดสรรคลื่นความถี่ล่วงหน้า ช่วยหนุนลงทุน 4จี
เอ็นเอสเอ็นมองข้ามช็อต เสนอ กสทช.จัดสรรคลื่นความถี่ล่วงหน้า ช่วยหนุนลงทุน 4จี
นายฮาราลด์ ไพรซ์ หัวหน้ากลุ่มธุรกิจเอเชียเหนือ บริษัท โนเกีย โซลูชั่นส์ แอนด์ เน็ตเวิร์คส หรือ เอ็นเอสเอ็น เปิดเผยว่า ภายหลังจากประเทศไทยเปิดให้บริการ 3จี เมื่อกลางปีที่ผ่านมา การใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์พกพาเติบโตขึ้นกว่า 120% จากก่อนหน้านี้โดยมีอัตราการใช้ประมาณ 200-300 เมกะไบต์ต่อเดือน จากผู้ใช้มือถือทั่วประเทศ และมีแนวโน้มเติบโตขึ้น เห็นได้จากการใช้งานวิดีโอผ่านยูทูบ การใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ ดังนั้นการเตรียมความพร้อมลงทุน 4จี แอลทีอี จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งนี้ เอ็นเอสเอ็นเห็นว่าการเตรียมความพร้อมต้องเริ่มจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ให้เตรียมจัดการประมูลคลื่นความถี่ล่วงหน้า ทั้งคลื่น 1800 ที่จะหมดในปีหน้า คลื่น 900 ที่จะหมดในอีก 2 ปี ซึ่งหากจัดการประมูลล่วงหน้า จะส่งผลให้ผู้ให้บริการสามารถเตรียมงบประมาณลงทุนโครงข่ายบนเทคโนโลยีใหม่ได้ทันที โดยไม่ต้องรอสัญญาสัมปทานหมด
สำหรับแนวโน้มที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ เช่น เกาหลีและญี่ปุ่น ที่เริ่มให้บริการ 4จี แอลทีอีกันแล้ว ช่วยให้เกิดการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น โดยค่าบริการลดลงจาก 3จี แต่คนกลับใช้งานเพิ่มมากขึ้น ปริมาณการใช้งานเพิ่มขึ้น ทำให้รายได้ของผู้ให้บริการเพิ่มขึ้น 20% แสดงว่า 4จี แอลทีอี ถือว่ามีส่วนสำคัญในการกระตุ้นการใช้งานอินเทอร์เน็ต
“การเตรียมความพร้อมด้านอื่นๆ เช่น อุปกรณ์ที่รองรับ 4จี มีในต่างประเทศแล้ว รอการนำเข้ามาในไทย ซึ่งกำลังทยอยมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนผู้ให้บริการบางรายเริ่มให้บริการ 4จี แล้ว และบางรายอยู่ระหว่างการทดสอบทดลองอยู่ ส่วนเอ็นเอสเอ็นมีเทคโนโลยีแอลทีอี แอดวานซ์ ที่ใช้งานหลากหลายคลื่นความถี่ผสมผสานกันได้เพื่อเพิ่มความเร็วให้บริการ” นายไพรซ์ กล่าว
ขณะที่การทำตลาดในประเทศไทย เอ็นเอสเอ็นมีความพร้อม โดยให้บริการในหลายประเทศแล้ว และประเทศไทยถือเป็นตลาดที่มีความสำคัญมากในภูมิภาคเอเชีย โดยเป็นอันดับ 1 ในด้านรายได้จากการให้บริการโครงข่าย
นายฮาราลด์ ไพรซ์ เข้ามารับตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มธุรกิจตั้งแต่เดือน ก.ค. ที่ผ่านมา แทนนายกฤติกา มหัทธนกุล ที่ย้ายไปอยู่อินทัช โดยด้านรายได้ของเอ็นเอสเอ็นทั่วโลก 90% มาจากการให้บริการโครงข่าย อีก 10% มาจากบริการแอดวานซ์เทคโนโลยีอื่นๆ







