
เปิดผลศึกษากองทุนมั่นคง
งานวิจัยของกระทรวงการคลัง ที่ศึกษาไว้พบว่า SWF มีความสำคัญมากขึ้นในระบบการเงินโลกจนกลายเป็นหนึ่งในสถาบันการลงทุนที่สำคัญ เนื่องจากขนาดของกองทุนเพิ่มมากขึ้น มีการประมาณการว่ามีมูลค่ารวมน่าจะเกิน 34 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
งานวิจัยของกระทรวงการคลัง ที่ศึกษาไว้พบว่า SWF มีความสำคัญมากขึ้นในระบบการเงินโลกจนกลายเป็นหนึ่งในสถาบันการลงทุนที่สำคัญ เนื่องจากขนาดของกองทุนเพิ่มมากขึ้น มีการประมาณการว่ามีมูลค่ารวมน่าจะเกิน 34 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
Morgan Stanley ได้ประมาณการไว้ก่อนหน้านี้ว่า ภายในปี 2554 SWF จะมีขนาดเท่ากับเงินทุนสำรองของโลก และภายในปี 2558 จะมีขนาดสูงถึง 12 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ขนาดของ SWF ทั่วโลกสามารถแบ่งตามแหล่งที่มาของสินทรัพย์ต่างประเทศที่นำมาจัดตั้งได้เป็น 2 ประเภท
1.Commodity Funds จัดตั้งโดยมีแหล่งเงินจากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งส่วนใหญ่คือ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
2.NonCommodity Funds ซึ่งจัดตั้งโดยนำสินทรัพย์เงินตราต่างประเทศที่เป็นส่วนประกอบของทุนสำรองระหว่างประเทศแยกออกมาบริหารจัดการในรูปของกองทุนเหล่านี้ มีการจัดตั้งขึ้นในประเทศที่มีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงและธนาคารกลางของประเทศนั้น จำเป็นต้องดูแลค่าเงินให้มีเสถียรภาพ จึงต้องแทรกแซงค่าเงิน ทำให้เงินทุนสำรองเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย
อย่างไรก็ดี ส่วนใหญ่ของทุนสำรองเหล่านี้ โดยส่วนที่เพิ่มขึ้นถือเป็นความมั่งคั่งที่ยืมมา เพราะได้มาจากการที่ธนาคารกลางขายเงินสกุลท้องถิ่นแลกกับเงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว แต่มีต้นทุนเพราะต้องออกพันธบัตรดูดซับสภาพคล่อง เพื่อควบคุมปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบ
จากการศึกษารูปแบบการจัดตั้ง SWF ของประเทศต่าง 12 ประเทศ พบว่า SWF ส่วนใหญ่เป็นกองทุนที่มีรัฐบาลเป็นเจ้าของ
จีน เกาหลีใต้ และ Government Investment Corporation (GIC) ของสิงคโปร์ นำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมาจัดตั้ง เพื่อผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากการลงทุนทั้งภายในและภายนอกประเทศ
บางประเทศมีการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อสร้างผลตอบแทนให้ตกถึงประชากรในรุ่นต่อไป เช่น นิวซีแลนด์และออสเตรเลีย ในขณะที่มาเลเซียและสิงคโปร์ (Temasek) จัดตั้ง SWF เพื่อบริหารจัดการสินทรัพย์ของรัฐบาลมีลักษณะคล้ายกับเป็นบริษัท Holding Company โดยถือหุ้นของรัฐวิสาหกิจและบริหารสินทรัพย์ของรัฐบาลให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพของระบบเศรษฐกิจ
สำหรับประเทศไทยงานวิจัยของกระทรวงการคลังเสนอว่าวัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง SWF ซึ่งน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับประเทศไทยมากที่สุด 2 กรณี
กรณีแรก เพื่อเพิ่มผลตอบแทนจากการนำสินทรัพย์ของภาครัฐไปลงทุน เนื่องจากมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประกอบสำคัญของเงินทุนสำรองต่างประเทศของไทยมีแนวโน้มด้อยค่าลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ดังนั้น ไทยจึงควรคิดหาทางเลือกในการใช้ประโยชน์จากเงินสำรองระหว่างประเทศที่มีอยู่ เพื่อผลตอบแทนที่ดีขึ้นในอนาคต เช่น ในกรณีของ Korean Investment Corporation (KIC) และ Chinese Investment Corporation (CIC) ซึ่งเป็น SWF ของเกาหลีใต้และจีน
จากการศึกษาเห็นว่าระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย อยู่ในระดับที่สูงและมีเสถียรภาพเพียงพอ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะนำเงินบางส่วนไปบริหารจัดการในเชิงรุก โดยนำมาจัดตั้ง SWF เพื่อหาผลตอบแทนที่ดีขึ้นในระยะยาว
นอกจากนี้ ไทยยังมีความจำเป็นในการที่จะต้องเพิ่มผลตอบแทนจากการนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปลงทุน เนื่องจากกำไรที่ได้จากการนำเงินทุนสำรองไปลงทุนนั้น ในปัจจุบันภาครัฐจะนำไปชำระหนี้ที่เกิดจากการออกพันธบัตรกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ซึ่งยังอยู่ในระดับที่สูง เนื่องจากผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้การดำเนินงานของธนาคารแห่งประเทศไทยทั้งในส่วนของฝ่ายการธนาคารและงบทุนสำรองมีผลขาดทุนจนไม่สามารถนำเงินส่งเพื่อใช้คืนต้นเงินกู้ได้ ทำให้ภาระดอกเบี้ยยังคงไม่ลดลงจากเดิมมากนัก
กรณีที่สอง เพื่อพัฒนาศักยภาพของระบบเศรษฐกิจไทยจากการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ World Bank (2009) หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ประเทศไทยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 6% โดยอาศัยการขยายตัวของการส่งออกเป็นหลักทั้งที่การส่งออกของไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงจากการผลิตที่มีการใช้ทรัพยากรและแรงงานเป็นหลักมาเป็นการใช้เทคโนโลยีระดับสูงและเครื่องจักรเป็นส่วนใหญ
อย่างไรก็ตาม อัตราการขยายตัวของจีดีพีที่แท้จริงของประเทศไทยเท่ากับ 6.2% ในช่วงปี 2545-2547และเท่ากับ 4.8% ในช่วงปี 2548-2550 ซึ่งอยู่ในระดับที่ตํ่ากว่าการขยายตัวของประเทศในเอเชียตะวันออก ที่มีอัตราการขยายตัวถึง 9.7% ในช่วงปี 2548-2550
หากไทยจะสามารถอยู่รอดในการแข่งขันในเวทีโลกในอนาคต โดยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และสามารถก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงโดยที่ไทยจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงผลิตภาพในทุกภาคธุรกิจ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและช่วยให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับที่สูงและสมดุล
แต่ไม่ได้มีการระบุหรือยืนยันว่าตั้งกองทุนแล้วดีอย่างไร







