
เริ่มเข้าสู่เทศกาลผลประกอบการ
ตลาดหุ้นไทยในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมายังไม่ไปไหนไกล แกว่งแคบๆ ในกรอบ 1,3801,430 จุด ด้วยปริมาณซื้อขายเบาบาง โดยมีนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นอยู่ฝ่ายเดียวอย่างต่อเนื่อง (และขายทุกตลาดใน TIP) เราเชื่อว่าราคาสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภททั่วโลกจะแกว่งแคบไปจนกว่าจะเห็นความชัดเจนเรื่องการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐที่มีเส้นตาย 17 ต.ค.นี้ ทั้งนี้ FSS ยังคงเชื่อว่าสุดท้ายสภาคองเกรสจะผ่านปัญหานี้ไปได้อย่างฉิวเฉียดเหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งจะทำให้ความกดดันคลี่คลายลง ราคาหุ้นกลับสู่พื้นฐานที่ควรจะเป็น แต่หากไม่เป็นไปตามคาด ตลาดการเงินโลกจะปั่นป่วนเพราะสหรัฐอาจถูกปรับลดอันดับเครดิตความน่าเชื่อถือลง ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐพุ่งขึ้น และไหลเข้าสู่ตลาดหุ้น
ตลาดหุ้นไทยในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมายังไม่ไปไหนไกล แกว่งแคบๆ ในกรอบ 1,3801,430 จุด ด้วยปริมาณซื้อขายเบาบาง โดยมีนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นอยู่ฝ่ายเดียวอย่างต่อเนื่อง (และขายทุกตลาดใน TIP) เราเชื่อว่าราคาสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภททั่วโลกจะแกว่งแคบไปจนกว่าจะเห็นความชัดเจนเรื่องการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐที่มีเส้นตาย 17 ต.ค.นี้ ทั้งนี้ FSS ยังคงเชื่อว่าสุดท้ายสภาคองเกรสจะผ่านปัญหานี้ไปได้อย่างฉิวเฉียดเหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งจะทำให้ความกดดันคลี่คลายลง ราคาหุ้นกลับสู่พื้นฐานที่ควรจะเป็น แต่หากไม่เป็นไปตามคาด ตลาดการเงินโลกจะปั่นป่วนเพราะสหรัฐอาจถูกปรับลดอันดับเครดิตความน่าเชื่อถือลง ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐพุ่งขึ้น และไหลเข้าสู่ตลาดหุ้น
หลายคนบอกว่าเมื่อ 2 ปีก่อนที่สหรัฐถูก S&P ลดอันดับเครดิต แทนที่ค่าเงินดอลลาร์จะเสื่อมค่าแต่กลับกลายเป็นแข็งค่า (ยิ่งคนตกใจ ยิ่งแห่ซื้อเงินดอลลาร์) ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐแทบไม่เปลี่ยนแปลง เป็นเพราะว่าในช่วงนั้น ยังไม่มีที่ให้เงินไปมากนักเพราะเศรษฐกิจหลักทั่วโลกยังอ่อนแอ ซ้ำร้ายยังปกคลุมด้วยปัญหากรีซที่ลุ้นว่าจะล้มละลายหรือไม่ แต่วันนี้ เศรษฐกิจของประเทศหลักๆ ในโลกเริ่มดูดีขึ้น จึงเชื่อว่าไม่ว่าเพดานหนี้สหรัฐจะถูกขยายหรือไม่ หุ้นไทยจะอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น
ประเด็นสำคัญในประเทศระยะนี้น่าจะอยู่ที่ผลประกอบการกลุ่มแบงก์ที่จะเริ่มทยอยประกาศตั้งแต่จันทร์หน้า ภาพรวมในไตรมาส 3 ดูเหมือนไม่ดีนักเพราะสินเชื่อโตเพียง 2% จากไตรมาสก่อน เป็นอัตราเติบโตที่ต่ำสุดในรอบ 12 ไตรมาส และ NPL มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่ารายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นและการตั้งสำรองหนี้สูญที่ลดลง จะทำให้กำไรทำสถิติสูงสุดได้อีกครั้ง จากกำไรของกลุ่มแบงก์ที่คาดโตเพียง 4% จากไตรมาสก่อน (ธนาคารเช่าซื้อเป็นตัวฉุด) กำไรของแบงก์ขนาดใหญ่น่าจะโตได้ถึง 11% จากไตรมาสก่อน และ 18% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยคาดว่า SCB และ KTB จะมีกำไรเด่นสุด ขณะที่ BBL ด้อยสุดและน่าจะเป็นธนาคารเดียวที่กำไรลดลง 17% QQ หากจะซื้อเก็งกำไร แนะนำ SCB (ราคาพื้นฐาน 180 บาท) และ KTB (พื้นฐาน 22.20 บาท) ส่วน BBL น่าจะต่อราคาได้มากกว่านี้ค่ะ







